วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

ในขณะรุก ทุกตำแหน่งต้องมีส่วนร่วมกับเกม








ในเกมฟุตบอลเรามักจะเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า ในขณะที่ทีมกำลังทำเกมรุกอยู่นั้น เมื่อเสียการครอบครองบอลในแนวรุก โดยฝ่ายตรงข้ามสามารถตัดบอลได้แล้วนำไปสู่การเสียประตู
ส่วนมากแล้วสาเหตุมักมาจากการที่ผู้เล่นที่ไม่มีส่วนร่วมในเกมรุก โดยเฉพาะผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังไม่ได้เตรียมพร้อมหรือทำหน้าที่ของตนเอง

จากคลิปที่ยกตัวอย่าง คุณๆจะเห็นได้ว่าในขณะที่บอลอยู่ในแดนหน้านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังจะไปมีส่วนร่วมในเกมรุกขณะนั้น สิ่งที่กองหลังจะต้องทำคือต้องยังคงให้ตัวเองมีส่วนร่วมกับเกม นั่นก็คือต้องมาร์คผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งที่อันตรายที่สุดของฝ่ายตรงข้ามไว้ก่อนนั่นเอง

ลองคิดดูนะครับว่าตลอดทั้ง 90 นาที หากผู้เล่นกองหลังยืนในตำแหน่งผิดพลาด 10 นาที นั่นหมายถึงการถูก “ตัดออกจากเกม” แสดงว่าทีมเรานั้นสู้กับทีมตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพเพียงแค่ 80 นาที เท่านั้น
ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องเล่นไปคิดไปนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก คุณอยากเห็นไทยอยู่สายไหน?







วันที่ 12 เมษายนนี้แล้วครับที่เราจะได้รู้กันว่า ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชียนั้นทีมชาติไทยของเราจะอยู่สายไหนกันแน่
.
.
ในรอบนี้จะแบ่งออกเป็น 2 สาย สายละ 6 ทีม แข่งเหย้าเยือนแบบพบกันหมด โดยทีมที่มีคะแนนอันดับที่ 1 และ 2 ของแต่ละสาย จะได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2018 ที่รัสเซียโดยอัตโนมัติ และทีมที่ได้อันดับ 3 ของทั้ง 2 สายมาเตะเพลย์ออฟอีกครั้ง ผู้ชนะจะได้ไปเตะเพลย์ออฟกับแชมป์เอเชียโอชิเนีย นี่คือตั๋วบอลโลก 4 ใบครึ่งที่ทีมในเอชียต้องแย่งชิง
.
แม้ว่าในรอบนี้ทีมชาติไทยจะมีคะแนนอันดับโลกเป็นอันดับสุดท้ายก็ตาม แต่เวลาอยู่ในสนามแข็งขันอันดับโลกไม่เกี่ยวนะครับ ยิ่งเล่นในบ้านด้วยแล้วล่ะก็ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขณะที่ศรัทธาแฟนบอลไทยมีอย่างล้นหลามขนาดนี้ ส่วนตัวอยากให้เราอยู่สายร่วมกับ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ซาอุฯ UAE กาตาร์ กันไปเลย จะได้เห็นทีมชั้นนำของเอเชีย มาเยือนทีมไทยในยุคที่แฟนบอลแน่นสนาม บรรยากาศคงจะสุดยอดมากนะครับ ที่สำคัญเราจะได้รู้กันว่าเราคือคู่แข่งกับทีมเหล่านี้แล้วหรือยัง แล้วคุณๆล่ะครับคิดอย่างไรกันบ้าง ลองโพส Comment กันมาได้เลยนะครับอยากรู้ว่าคิดเหมือนกันมั้ย?




                                                                                  

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

เทคโนโลยี ไม่ได้มีไว้แค่เท่..!!









ในยุคสมัยแห่ง Big Data ที่ข้อมูลและสถิติเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อทุกวงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งในโลกของฟุตบอล สถิติและ Data ต่างๆได้ถูกนวัตกรรมทางเทคโนโลยีชำแหละเอาข้อมูลที่เกิดขึ้นทุกฝีก้าวในสนาม ออกมาให้เราได้เห็นในสิ่งที่ตาเปล่านั้นไม่เคยมองเห็นมาก่อน กระนั้นก็ตามข้อมูลเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร หากผู้ที่ได้ข้อมูลไปแล้วไม่สามารถทำการวิเคราะห์ต่อและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทีมได้

เรามักได้เห็นการนำเสนอข้อมูลสถิติผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมสำคัญๆ และนับวันก็มีข้อมูลที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีสามารถบอกได้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ได้อย่างแม่นยำและน่าทึ่งมากครับ แต่ในส่วนของโค้ชหรือผู้จัดการทีมนั้น จะต้องมีมุมมองของนักวิเคราะห์ที่สามารถแปลความหมายข้อมูลเหล่านั้นให้ออก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาข้อบกพร่องของทีม รวมถึงวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของคู่ต่อสู้ได้ ซึ่งมันจะนำไปสู่การวางแผนและรูปเกมในเวลาที่ต้องเจอกัน

ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อข้อมูลบอกว่า ผู้เล่นคนหนึ่งในตำแหน่งกองหน้านั้นมีเส้นทางการวิ่งที่ไกลมากมี Heat Map อยู่ในแดนตัวเองสูง และหลายครั้งก็ลงมาถึงมุมธงและหน้าปากประตูของฝั่งตนเอง โค้ชจะวิเคราะห์ข้อมูลนี้อย่างไร โค้ชบางคนอาจยกย่องว่าผู้เล่นกองหน้าคนนั้นว่ามีความขยันและรับผิดชอบมาก ลงมาช่วยไล่บอลถึงหน้ากรอบประตูฝั่งตนเอง แม้กระทั่งผู้บรรยายเกมก็ชมผู้เล่นคนนี้ว่ามีความมุ่งมั่นกับเกมสูง ซึ่งเรามักได้ยินกันบ่อยๆจนเกิดความเชื่อว่าถูกต้อง แต่ในขณะที่โค้ชอีกคนนั้นกลับตำหนิผู้เล่นคนดังกล่าวว่า ทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองหากทีมตัดบอลได้ แล้วไม่มีข้างหน้าอยู่ใครจะเป็นคนทำประตู และทำให้ระยะในการทำเกมรุกนั้นไกลเกินไป..!! ส่งผลทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำเกมรุกได้ลำบาก

หรือกระทั่งข้อมูลสดๆร้อนๆในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีกระหว่าง บาเซโลน่า กับ แอตแลนติโก มาดริด สถิติบ่งบอกว่าบาเซโลน่านั้นต่อบอลกันสำเร็จถึง 623 ครั้งจากความพยายาม 701 ครั้งในขณะที่ แอตแลนติโก มาดริด ของเซมิโอเน่ ต่อบอลได้ 156 ครั้งจากความพยายาม 231 ครั้ง โอเคแอตฯมาดริดอาจจะมีผู้เล่นที่น้อยกว่าก็จริงแต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรปล่อยให้ผู้เล่นของบาเซโลน่าต่อบอลกันได้ถึงขนาดนั้น และผลการแข่งขันก็ออกมาตามที่คุณๆได้ทราบกันไปแล้ว แต่ทว่าหากเราวิเคราะห์ข้อมูลของระยะในการการต่อบอลของทีมเจ้าบุญทุ่มแล้วล่ะก็ จะเห็นว่าโดยมากแล้วเป็นการต่อบอลในระยะสั้น แน่นอนล่ะว่าเป็นการออกบอลให้ที่ตัว การรับมือกับวิธีการเล่นแบบนี้จะต้องทำอย่างไร ต้องมาร์คชิดใช่หรือไม่ เพราะหากปล่อยให้เคาะไปเรื่อยๆแบบนั้นก็คงหาจังหวะเข้าทำได้แน่ๆ

หรืออีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ บอลที่ไปถึง เมสซี่ นั้นมาจาก อัลเวสและอิเนสต้า มากที่สุด เพราะฉะนั้นหากแอตฯมาดริดจะลดประสิทธิภาพของ เมสซี่ ลงควรต้องทำอย่างไร แต่การที่ผู้เล่นทั้งทีมลงไปกองหน้าปากประตูนั้น คงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องและใช้พละกำลังที่เยอะกว่าอีกด้วย

ถึงตรงนี้จึงอยากชี้ให้เห็นครับว่าแม้เทคโนโลยีจะนำมาซึ่งข้อมูลที่หลากหลายและละเอียดถี่ยิบสักเพียงใดก็ตาม แต่การนำเอาข้อมูลไปวิเคราะห์ต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ย้อนกลับมามองในบ้านเรา น่าจะเริ่มเก็บข้อมูลเหล่านี้กันได้แล้วนะครับ โค้ชและทีมงานเองจะได้ฝึกการ คิดเคราะห์แยกแยะข้อมูล ก็ไหนเราบอกว่าเราจะไปบอลโลก ถามเกมนึงผู้เล่นทั้งทีมเราวิ่งไประยะทางเท่าไร ใช้พลังงานไปเท่าไร เรารู้รึยังครับ?


วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

"เลสเตอร์" กับฤดูกาลมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้เพราะ?








วันก่อนผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับพี่ที่นับถือท่านนึงว่า “นี่ถ้าใครนอนหลับไปซัก 1 ปีแล้วตื่นขึ้นมาตอนนี้ แล้วมีคนบอกว่า เลสเตอร์ กำลังจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีกในฤดูกาลนี้ไปครอง” คงเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจให้เชื่ออย่างนั้นได้เป็นแน่


เอาว่าแม้แต่เราๆท่านๆเองตอนนี้ก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ว่าทีมที่สร้างด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 57 ล้านปอนด์(3,135 ล้านบาท) จากกลุ่มทุนแห่ง คิงส์ เพาเวอร์ จะมีฤดูกาลอันแสนมหัศจรรย์ชนิดหักปากกาเซียนทุกสำนักแบบ 5000 : 1 


หรือความสำเร็จของ จิ้งจอกสยาม อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ เจมี วาดี้ ท้อปฟอร์มยิง 12 นัดติด บังเอิญริยาด มาเรซ มาพีคเอาปีนี้ บังเอิญว่าเป็นทีมที่ชนะมากที่สุดในลีก บังเอิญเป็นทีมที่แพ้น้อยที่สุดในลีก บังเอิญว่า บลา บลา บลา มันคงไม่ใช่กระมัง เพราะความสำเร็จในฟุตบอลลีก ที่ได้ชื่อ "หิน" ที่สุดในโลก คงไม่มีทางจะได้มาเพราะโชคช่วยอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะทุกอย่างล้วนมาจากการวางแผนล่วงหน้าไว้แล้วทั้งสิ้น
เลสเตอร์ เป็นทีมที่มี Concept และเป้าหมายในการเล่นฟุตบอลอย่างชัดเจน พวกเค้ารู้ว่าควรจะทำไรในสถานการณ์แบบไหน เมื่อเป้าหมายชัด วิธีการจึงตามมา ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ไปเต็มๆ ผมทายใจว่า รานิเอรี่เองก็คงประเมินขุมกำลังตั้งแต่ตอนต้นฤดูกาลแล้วว่าแม้ เลสเตอร์ จะเป็นแค่ทีมเล็กๆทีมหนึ่ง แต่โค้ชที่ดีนั้นต้องคิดอยู่เสมอว่าทีมนั้นสู้ได้** เมื่อคิดว่าสู้ได้ ก็จะพยายามหาหนทางสู้ ทำอย่างไรถึงสู้กับทุกทีมได้ และจะเอาอะไรไปสู้ ในทางกลับกันหากคิดว่าสู้ไม่ได้หรือสู้ทีมอื่นได้ยาก ก็จะไม่คิดหาหนทางเพื่อเอาชนะนั่นเอง 

ถ้าลองเอาผลงานของเลสเตอร์ในฤดูกาลนี้มาวิเคราะห์ดู จะเห็นว่าชัยชนะในแต่ละนัดนั้น สกอร์ที่เหนือกว่าคู่แข่งไม่ได้ขาดลอยซักเท่าไรเลย มิหนำซ้ำนัดหลังๆนี่แทบจะผูกขาดชนะแค่ 1-0 มาโดยตลอด มันบ่งบอกว่านี่ไงศักยภาพทีมเล็กก็ชนะได้เท่านี้แหละครับ แต่ประเด็นคือสามารถยืนระยะชนะอย่างต่อเนื่องได้อย่างไรต่างหากเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่า แสดงว่าแต่ละนัดนั้นย่อมเกิดมาจากการวาง “แทคติค” และแฝงไปด้วยรายละเอียดของวิธีการเล่นไว้อย่างดีทุกขั้นตอน เพราะถ้ามีผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่ไม่ทำตามสิ่งที่รานิเอรี่วางเอาไว้ เชื่อแน่ว่า เลสเตอร์ ไม่มีทางจะมาถึงจุดนี้ได้อย่างแน่นอน

ครั้งหนึ่งที่บรมกุนซือจากค่ายโอลด์ แทรฟฟอร์ด อย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอกูสัน ได้เคยออกมากล่าวไว้ว่า “ในฟุตบอลนั้น คุณต้องทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ คุณถึงจะประสบกับชัยชนะ” ซึ่งฤดูกาลนี้ลูกทีมของ รานิเอรี่ ก็กำลังทำสำเร็จในสิ่งที่ เฟอร์กูสัน ได้บอกไว้

นี่แหละคือความสวยงามที่เกิดขึ้นในโลกของฟุตบอล ไม่จำเป็นว่าทีมนั้นจะต้องลงทุนมหาศาล หรือใช้ผู้เล่นที่มีความสามารถสูงแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ หากแต่ฟุตบอลยังมีแง่มุมอื่นอีกที่จะทำให้ทีมนั้นประสบความสำเร็จได้ ขอบคุณ เลสเตอร์ ที่ทำให้เห็นว่ามันทำได้จริง ในเมื่อมันเกิดกับทีมอย่างเลสเตอร์ได้ ก็หวังว่าจะเกิดกับทีมสโมสรอาชีพของไทยที่ไปเล่น เอเอฟซี แชเปี้ยน ลีก หรือทีมชาติไทยที่กำลังจะคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบสามได้ด้วยเช่นกัน เปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่แล้วเราจะกลายจากทีมรองบ่อนเป็นทีมคู่แข่งทันทีครับ


ว่าด้วยเรื่องของ Position (2)










ในหลักของ “ฟุตบอลสมัยใหม่” นั้น การควบคุมพื้นที่เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 1 Position ต้องมีผู้เล่นเพียงแค่ “คนเดียว” 11 คนต้องควบคุมพื้นที่ทั้ง 11 Position ยกเว้นในบางกรณีที่เป็นเงื่อนไข** หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น

แต่สิ่งที่มักพบเห็นกันอยู่บ่อยๆ ทั้งในเกมระดับสโมสรและระดับชาติคือ การที่ผู้เล่นไปล้วงบอลจากเท้าของเพื่อนร่วมทีม ผลที่ตามมาคือ


1. ทำให้ 1 Position มีผู้เล่นมากกว่า 1 คนโดยไม่จำเป็น

2 ในขณะที่ผู้เล่นลงไปล้วงบอลจากเพื่อน(ผู้เล่น A ไปล้วงบอลที่ผู้เล่น B ตามกราฟฟิค) ก็จะนำเอาคู่ต่อสู้เข้าไปกดดันคนที่มีบอล (ผู้เล่นB) ไปด้วย

3 ทั้งๆที่ แม้ผู้เล่น A ไม่ลงไปล้วงบอล ผู้เล่น B ก็สามารถจ่ายบอลได้อยู่ดี

4 สูญเสียพื้นที่ในแนวรุกอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

ดังนั้นหากผู้เล่นมีความเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในแต่ละครั้งจากการตัดสินใจทำ หรือไม่ทำอะไรบางอย่างก็ย่อมส่งผลที่แตกต่างกัน ในเกมฟุตบอลนั้นผู้เล่นต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า คนมีบอลนั้นมีความสำคัญด้วยตัวมันเอง แต่คนไม่มีบอลสำคัญกว่าเพราะมีถึง 10 คน คนไม่มีบอลอาจทำให้คนไม่มีบอลเสียการครองครองบอลได้ ซึ่งก็จะส่งผลต่อรูปเกมและผลการแข่งขันในที่สุด


ว่าด้วยเรื่องของ Position (1)








ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นครึ่งหลัง ในเกมอุ่นเครื่อง ระหว่างทีมชาติไทย กับ ทีมชาติเกาหลีใต้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า
.
ฟุตบอล นั้นเป็นเกมที่ชิงไหวชิงพริบและความได้เปรียบกันอยู่ตลอดเวลา

ตำแหน่ง หรือ Position ในการยืนของผู้เล่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เกมรับ หรือเกมรุกก็ตาม ผู้เล่นจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรที่จะเอาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด เช่น ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังต้องได้รับการเรียนรู้ว่า หากทำให้กองหน้าฝ่ายตรงข้ามหันหลังให้กับประตู นั่นคือฝ่ายตนได้เปรียบ ในขณะที่กองหน้าเองก็ต้องรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะหนีการมาร์คจากกองหลังคู่ต่อสู้และเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายให้ได้มากที่สุด ในการเคลื่อนที่แต่ละครั้งนั้นย่อมแฝงไปด้วยแทคติคเสมอ ทีมฟุตบอลที่ดีมักจะรู้ว่าต้องใช้พละกำลังให้น้อยที่สุด แต่ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

แค่ยืนได้เปรียบตลอด 90 นาทีก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะสูงแล้วครับ






ช่องว่างทีมชาติไทย กับ Top Asia เหลือแค่ไหน?









ช่องว่างทีมชาติไทยกับ Top Asia เหลือแค่ไหน?
.
ทีมชาติไทยภายใต้การกุมบังเหียนของโค้ช “ซิกโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตั้งแต่ชุดแชมป์ซีเกมส์ปี 2556 ต่อเนื่องมาที่แชมป์ AFF SUZUKI CUP เรื่อยมาจนถึงขณะนี้เราเป็นแชมป์กลุ่ม F ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย หากมองในแง่ของปรากฏการณ์กระแสฟุตบอลบอลฟีเวอร์นั้น เรียกว่าโค้ชซิโก้สามารถกอบกู้ศรัทธาจากที่เคยติดลบให้กลับมาเป็นกระแสสนับสนุนอย่างล้นหลามได้อย่างน่าชื่นชม 
.
เป้าหมายต่อไปอยู่ที่การพาทีมชาติไทยไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นได้ก็ต้องผ่านรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ให้ได้ โควตา 4 ทีมครึ่งสำหรับทีมในโซนเอเชียนั้น ถามว่ามีโอกาสความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ทีมชาติไทยจะคว้าตั๋วเข้าร่วมรอบสุดท้าย คงต้องมองไปที่องค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนด้วยกันคือ หนึ่งทีมเราเอง และสองคือคู่ต่อสู้
.
แน่นอนว่ารอบ 12 ทีมสุดท้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆยิ่งถ้ามองไปถึงทีมที่ไปแน่นอนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าประจำฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ซาอุดิอาระเบีย นั้นมากันครบ พ่วงมาด้วยทีมเบอร์ใหญ่อย่าง อุซเบกิสฐาน อิหร่าน และกาตาร์ และอาจจะมีทีมอย่าง UAE เกาหลีเหนือ จีน คูเวตหรือ โอมาน เข้ามาสมทบ เพราะฉะนั้นไม่ว่าไทยเราจะจับไปอยู่สายไหนก็ตามล้วนแต่หนักทั้งสิ้น 
.
ไหนๆก็ไหนๆถ้า “เป้าหมาย” ของทีมชาติอยู่ที่ไปบอลโลก ก็ให้คิดไปถึงการหาหนทางที่จะสู้กับทีมเจ้าประจำไปเลยดีกว่า ทำอย่างไรถึงจะต่อกรกับทีมระดับนั้นได้ ถ้าเรายกระดับให้เทียบเท่ากับทีมเหล่านั้นได้ ก็ไม่ต้องมองถึงทีมในระดับที่รองลงมา แต่เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบของฟุตบอล คือ เทคนิค ฟิตเนส แทคติค และ ทัศนคติ เรายังอาจเป็นรองอยู่พอสมควร ทำอย่างไรที่เราจะลดช่องว่างให้ใกล้เคียงและใช้เวลาอันสั้นที่สุด ลองจำแนกอย่างคราวๆประมาณนี้นะครับ จะได้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น
.
เทคนิค หรือความสามารถเฉพาะตัว ชั่วโมงนี้แม้จะเป็นรองก็ไม่มาก เค้าเลี้ยงหลบเราได้ เราก็เลี้ยงหลบเค้าได้ ผ่านบอล 5 หลา 15 หลา ความแม่นยำก็ใกล้เคียง เอาล่ะ เรื่องเทคนิคอาจเป็นรองอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับห่างชั้น 
.
ฟิตเนส ด้วยความที่ฟุตบอลบ้านเราตอนนี้ลีกอาชีพดีวันดีคืน ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาก็ใช้แบบเดียวกันทั่วโลก ส่งผลให้กล้ามเนื้อ ความฟิต ความเร็ว ความแข็งแกร่ง นั้นบอกได้เลยว่าชนกับ เกาหลี ญี่ปุ่นได้สบาย บางทีถ้าเทียบกันตัวต่อตัว ตำแหน่งต่อตำแหน่งเผลอๆเราอาจเหนือกว่าก็ได้ แต่โดยรวมถือว่า ใกล้เคียงกันมากแล้วครับ
.
แทคติคและระบบ คือเรื่องที่น่าห่วงที่สุดในตอนนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมา ถ้าเราเจอทีมที่แทคติคไม่ดีหรือไม่มีวิธีการ เรามักจะสู้ได้เนื่องจากเทคนิคและฟิตเนสช่วยไว้ได้มาก เห็นได้จากรอบคัดเลือกที่ผ่านมา ทีมอย่าง อิรัก ที่ดูว่าเหนือกว่าเรา แต่ทั้งสองนัดที่เจอกัน ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า อิรัก นั้นไม่ได้มีรูปแบบการเล่นที่ดีเลย แม้จะมีความสามารถเฉพาะตัวที่ดีกว่าก็ใช่ว่าจะกินเราได้ง่ายๆ มิหนำซ้ำยังแทบเอาตัวไม่รอดด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาทีมไทยพยายามปรับสไตล์การเล่นที่ดูสนุกขึ้น โดยเฉพาะเกมรุกนั้นมีการต่อบอลกันสวยๆให้เห็นหลายครั้ง แต่ก็ยังทำได้กับเฉพาะทีมในระดับที่ต่ำชั้นกว่าเท่านั้น เรายังไม่เห็นภาพแบบนั้นเกิดขึ้นเมื่อเจอกับคู่แข่งที่เหนือกว่า เมื่อเราเจอทีมที่มีวิธีการ อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น เรามักจะตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดเสมอ มาตรฐานของทีมระดับนั้นผู้เล่นเล่นด้วยความเข้าใจฟุตบอลสูงกว่าเรามาก ทำให้ดูว่าเหนือกว่าเราค่อนข้างเยอะ กระนั้นก็ตามแม้ทีมเหล่านั้นจะมีแทคติคที่ว่าเหนือกว่าเรา แต่แต่ในมุมมองของผมก็ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบเท่าที่ควร แต่แน่นอนล่ะดีกว่าเราแน่ กำลังจะชี้ให้เห็นว่า “แทคติค” จึงเป็น “หัวใจ” ที่สำคัญของฟุตบอลที่แท้จริง แม้ด้านอื่นเป็นรองไม่มากแต่เมื่อแทคติคเป็นรองก็อย่างไรก็กลายเป็นละชั้นอยู่ดี
.
ทัศนคติ หรือ Attitude อันนี้ต้องบอกว่าขอยกความดีความชอบให้กับการที่เรามีลีกอาชีพที่แข็งแกร่งขึ้น ผู้เล่นทีมชาติไทยล้วนสังกัดอยู่ในสโมสรฟุตบอลชั้นนำของประเทศทั้งสิ้น ในลีกผู้เล่นได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของตัวผู้เล่นต่างชาติที่มาค้าแข้งในบ้านเราต้องบอกว่าช่วยยกมาตรฐานของผู้เล่นไทยในลีกได้มากเลยทีเดียว ทำให้เมื่อไปเล่นในระดับชาติผู้เล่นไทยจึงไม่กลัวผู้เล่นต่างชาติอีกต่อไป กระนั้นก็ตามหากมองในมุมของทีมที่เรากำลังไปเทียบชั้นแล้วล่ะก็ มุมมองที่ทีมเหล่านั้นมีต่อเราก็คือ แม้ทีมเราจะพัฒนามากขึ้นเพียงใดก็ตาม ทีมเหล่านั้นก็ยังคิดว่าเหนือกว่าเราอยู่ดี เนื่องจากความเข้าใจฟุตบอลที่สูงกว่าเรานั่นเอง
.
เมื่อนำทุกองค์ประกอบทุกด้านของฟุตบอลมาคำนวณระยะห่างระหว่างทีมไทยกับ ทีม Top Asia แม้เราจะดีขึ้นในเรื่องของเทคนิค และสมรรถภาพ หากแต่เรื่องของ แทคติค ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรายังเป็นรองอยู่มาก ซึ่งจะส่งผลไปยัง ทัศนคติของทีม ถ้าวันนี้เราคิดจะล้มทีมเหล่านั้นให้ได้ ก็ต้องหันกลับมาแก้เรื่อง ระบบ แทคติค และวิธีการเป็นการด่วน อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่าแทคติคของทีมที่เหนือกว่าเราทำได้แค่ “ดีกว่า” แต่ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ นี่จึงเป็นจุดที่น่าสนใจว่าเรายังมีโอกาสพัฒนาเรื่องแทคติคให้ทัดเทียมและเหนือกว่าได้ด้วยซ้ำ ซึ่งผมยังเชื่อมันว่าด้วยศักยภาพของผู้เล่นทีมชาติไทยชุดนี้ รวมไปถึงผู้เล่นทีมชาติไทยในอนาคต นั้นสามารถพัฒนาไปถึงการเล่นฟุตบอลในเชิง “ยุทธศาสตร์” ได้แน่นอน ปัญหาอยู่ที่ว่าโค้ชจะมองเห็นตรงจุดนี้หรือไม่ ที่สำคัญจะสร้างขึ้นมาได้หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาต้องบอกว่า แทคติคของทีมชาติไทยยังธรรมดาอยู่มากครับ