ทำไมนักบอลไทย
ไม่ไปค้าแข้งต่างแดน ?
สัปดาห์ที่ผ่านมาคงจะไม่มีข่าวไหนเกินไปกว่า “บิ๊กดีล” ข้ามฝากจากบุรีรัมย์ไปเมืองทองของ “เจ้าอุ้ม” ธีราธร บุญมาทัน อีกแล้วครับ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีทีมจากสโมสรใน เจ ลีก ของญี่ปุ่น และ เค ลีก ของเกาหลีใต้ให้ความสนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็มีการยืนยันจากผู้บริหารทีมบุรีรัมย์ได้ออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอเข้ามาอย่างจริงจัง สุดท้ายก็กลายเป็นเมืองทองที่คว้าตัวแบ็คซ้ายกัปตันทีมชาติไทยไปแบบเซอไพรส์พอสมควร
ส่วนตัวเชื่อว่าไม่เพียงแต่เฉพาะ ธีราธร เท่านั้น ยังมีนักฟุตบอลไทยอีกหลายคนที่มีฝีเท้าสามารถไปเล่นในลีกญี่ปุ่น หรือลีกระดับแนวหน้าของเอเชียได้ แต่อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังไม่มีผู้เล่นไทยไปค้าแข้งในระดับนั้นได้ก็คือ กฎของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ที่ว่าด้วยโควตาการส่งผู้เล่นต่างชาติลงสนามได้ 3+1 (ผู้เล่นนอกทวีปเอเชีย 3 คน ในทวีปเอเชีย 1 คนและสามารถส่งรายชื่อได้ 5 คน)
เมื่อวิเคราะห์มาถึงประเด็นนี้หากเรามองในมุมของสโมสร ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนผู้เล่นต่างชาติ การเลือกเซ็นสัญญาผู้เล่นในโควตานี้ จึงต้องเป็นผู้เล่นที่สามารถเป็นแกนหลักให้กับทีมได้เท่านั้น ที่สำคัญไม่เพียงแต่ในเฉพาะบ้านเราเท่านั้นที่ลีกฟุตบอลกำลัง “บูม” หากแต่ในทวีปเอเชียด้วยกันนั้นก็มีการทุ่มเงินอย่างมหาศาลที่จะสร้างทีมยิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “จีน” ที่หันมาเอาจริงเอาจังกับลีกในประเทศ ทีมต่างๆยอมควักกระเป๋าซื้อผู้เล่นระดับโลกมาไว้ในครอบครอง ก็ยิ่งทำให้ตลาดเอเชียกลายเป็นแหล่งรายได้ของนักเตะและโค้ชที่ไม่แพ้ลีกอื่นๆในโลกอีกต่อไป ซึ่งผิดไปจากเมื่อก่อนที่นักเตะระดับโลกจะมาเล่นก็ต่อเมื่ออยู่ในวัยที่ใกล้จะเลิกรา กระนั้นก็ตามหากแม้ผู้เล่นไทยคิดจะไปเล่นในดิวิชั่นที่รองลงไป เมื่อมองลงไปถึงค่าเหนื่อยแล้วอาจจะพอๆกัน แถมยังต้องปรับตัวอีก อย่างนี้สู้เป็นตัวหลักเล่นในลีกสูงสุดในบ้านน่าจะดีกว่า
อีกข้อหนึ่งที่เป็นกำแพงสำหรับนักบอลไทยก็คือ เรายังไม่มีโอกาสไปโชว์ฝีเท้าในรายการแข่งขันระดับเมเจอร์เท่าที่ควร อย่าง ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ฟุตบอลโอลิมปิก ฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ หรือแม้กระทั่งใน AFC แชมเปี้ยนลีก เราก็ยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานที่ดีได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของ ธีราธร เมื่อฤดูกาลก่อนเป็นที่จับตามองจากฟอร์มการเล่นที่ดีมากโดยเฉพาะจุดเด่นในเรื่องของ “ฟรีคิก”แต่ฤดูกาลนี้กลับไม่โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา ขออนุญาตเปรียบเทียบกับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ได้มีโอกาสเล่นในรายการระดับโลก หรือระดับทวีปอยู่เสมอ เราจึงได้เห็นนักตบสาวไทยมีโอกาสไปโกยเงินสกุลอื่นเข้าประเทศยังไงล่ะครับ
เพราะฉะนั้นวันนี้เราคงต้องเริ่มจากภายในประเทศกันก่อนล่ะครับ แม้ลีกเราจะพัฒนาไปพอสมควร แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไป ที่สำคัญในส่วนของทีมชาติเราต้องประสบความสำเร็จในรายการระดับโลกหรือทวีปให้ได้ วันนี้ทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนโดยเฉพาะแฟนบอล ที่สำคัญทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายบริหารและปฏิบัติการของทีมชาตินั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจน เหลือแต่เพียงทำให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น การวิเคราะห์ปัญหาที่ถูกจุด การเก็บข้อมูล และการบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ หากเราสามารถออกสู่ตลาดโลกได้ก็จะเป็น “วงจรที่สมบูรณ์” นั่นคือผู้เล่นที่ค้าแข้งต่างแดนจะช่วยยกระดับทีมชาติ และทีมชาติก็จะได้ไปเล่นรายการระดับโลกต่อเนื่อง เมื่อต่อเนื่องก็มีผู้เล่นไปค้าแข้งยังต่างแดน หากภาพที่ว่านี้เกิดขึ้นจริงๆ ผลประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติจะตามมาอีกเยอะครับ.......
สัปดาห์ที่ผ่านมาคงจะไม่มีข่าวไหนเกินไปกว่า “บิ๊กดีล” ข้ามฝากจากบุรีรัมย์ไปเมืองทองของ “เจ้าอุ้ม” ธีราธร บุญมาทัน อีกแล้วครับ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีทีมจากสโมสรใน เจ ลีก ของญี่ปุ่น และ เค ลีก ของเกาหลีใต้ให้ความสนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็มีการยืนยันจากผู้บริหารทีมบุรีรัมย์ได้ออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอเข้ามาอย่างจริงจัง สุดท้ายก็กลายเป็นเมืองทองที่คว้าตัวแบ็คซ้ายกัปตันทีมชาติไทยไปแบบเซอไพรส์พอสมควร
ส่วนตัวเชื่อว่าไม่เพียงแต่เฉพาะ ธีราธร เท่านั้น ยังมีนักฟุตบอลไทยอีกหลายคนที่มีฝีเท้าสามารถไปเล่นในลีกญี่ปุ่น หรือลีกระดับแนวหน้าของเอเชียได้ แต่อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังไม่มีผู้เล่นไทยไปค้าแข้งในระดับนั้นได้ก็คือ กฎของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ที่ว่าด้วยโควตาการส่งผู้เล่นต่างชาติลงสนามได้ 3+1 (ผู้เล่นนอกทวีปเอเชีย 3 คน ในทวีปเอเชีย 1 คนและสามารถส่งรายชื่อได้ 5 คน)
เมื่อวิเคราะห์มาถึงประเด็นนี้หากเรามองในมุมของสโมสร ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนผู้เล่นต่างชาติ การเลือกเซ็นสัญญาผู้เล่นในโควตานี้ จึงต้องเป็นผู้เล่นที่สามารถเป็นแกนหลักให้กับทีมได้เท่านั้น ที่สำคัญไม่เพียงแต่ในเฉพาะบ้านเราเท่านั้นที่ลีกฟุตบอลกำลัง “บูม” หากแต่ในทวีปเอเชียด้วยกันนั้นก็มีการทุ่มเงินอย่างมหาศาลที่จะสร้างทีมยิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “จีน” ที่หันมาเอาจริงเอาจังกับลีกในประเทศ ทีมต่างๆยอมควักกระเป๋าซื้อผู้เล่นระดับโลกมาไว้ในครอบครอง ก็ยิ่งทำให้ตลาดเอเชียกลายเป็นแหล่งรายได้ของนักเตะและโค้ชที่ไม่แพ้ลีกอื่นๆในโลกอีกต่อไป ซึ่งผิดไปจากเมื่อก่อนที่นักเตะระดับโลกจะมาเล่นก็ต่อเมื่ออยู่ในวัยที่ใกล้จะเลิกรา กระนั้นก็ตามหากแม้ผู้เล่นไทยคิดจะไปเล่นในดิวิชั่นที่รองลงไป เมื่อมองลงไปถึงค่าเหนื่อยแล้วอาจจะพอๆกัน แถมยังต้องปรับตัวอีก อย่างนี้สู้เป็นตัวหลักเล่นในลีกสูงสุดในบ้านน่าจะดีกว่า
อีกข้อหนึ่งที่เป็นกำแพงสำหรับนักบอลไทยก็คือ เรายังไม่มีโอกาสไปโชว์ฝีเท้าในรายการแข่งขันระดับเมเจอร์เท่าที่ควร อย่าง ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ฟุตบอลโอลิมปิก ฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ หรือแม้กระทั่งใน AFC แชมเปี้ยนลีก เราก็ยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานที่ดีได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของ ธีราธร เมื่อฤดูกาลก่อนเป็นที่จับตามองจากฟอร์มการเล่นที่ดีมากโดยเฉพาะจุดเด่นในเรื่องของ “ฟรีคิก”แต่ฤดูกาลนี้กลับไม่โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา ขออนุญาตเปรียบเทียบกับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ได้มีโอกาสเล่นในรายการระดับโลก หรือระดับทวีปอยู่เสมอ เราจึงได้เห็นนักตบสาวไทยมีโอกาสไปโกยเงินสกุลอื่นเข้าประเทศยังไงล่ะครับ
เพราะฉะนั้นวันนี้เราคงต้องเริ่มจากภายในประเทศกันก่อนล่ะครับ แม้ลีกเราจะพัฒนาไปพอสมควร แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไป ที่สำคัญในส่วนของทีมชาติเราต้องประสบความสำเร็จในรายการระดับโลกหรือทวีปให้ได้ วันนี้ทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนโดยเฉพาะแฟนบอล ที่สำคัญทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายบริหารและปฏิบัติการของทีมชาตินั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจน เหลือแต่เพียงทำให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น การวิเคราะห์ปัญหาที่ถูกจุด การเก็บข้อมูล และการบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ หากเราสามารถออกสู่ตลาดโลกได้ก็จะเป็น “วงจรที่สมบูรณ์” นั่นคือผู้เล่นที่ค้าแข้งต่างแดนจะช่วยยกระดับทีมชาติ และทีมชาติก็จะได้ไปเล่นรายการระดับโลกต่อเนื่อง เมื่อต่อเนื่องก็มีผู้เล่นไปค้าแข้งยังต่างแดน หากภาพที่ว่านี้เกิดขึ้นจริงๆ ผลประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติจะตามมาอีกเยอะครับ.......

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น