วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

Over Lap







6 วิธีการสร้าง Combination of Play ในการเข้าทำประตู (4)      


Over Lap

หรือการ “วิ่งอ้อมหลัง” นั้นเป็นยุทธวิธีที่ใช้เมื่อผู้เล่นที่ครอบครองบอลสามารถดึงคู่ต่อสู้มาเล่นกับตนเอง แล้วเปิดพื้นที่ด้านหลังเอาไว้ ผู้เล่นสามารถใช้วิธีการวิ่งอ้อมหลังคนที่มีบอลไปรับบอลยังพื้นที่ที่เปิดอยู่ เรามักเห็นวิธีการเล่นแบบนี้ทางด้านริมเส้นเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม และตำแหน่งที่มักจะ Over Lap ขึ้นไปก็คือ Full Back ทั้งสองข้าง

กระนั้นการเติมเกมขึ้นไปของ Back จะต้องพิจารณา 3 อย่างด้วยกันคือ
1. ในขณะที่กำลังจะเติมเกมมีคู่ต่อสู้ที่ต้องรับผิดชอบมาร์คอยู่หรือไม่ เพราะการเติมเกมขึ้นไปนั่นหมายถึงการทิ้งหน้าที่ในเกมรับ
2. หากจำเป็นต้องทิ้งคู่นั่นหมายถึงขึ้นไปแล้วต้องได้บอล 100%
3. เมื่อได้บอลแล้วห้ามเสียการครอบครองบอลโดยเด็ดขาด ต้องผ่านบอลหรือต้องยิงประตูเท่านั้น เพราะหากเสียการครอบครองคู่ต่อสู้ที่ Back ทิ้งไปเอาบอลนั้นจะว่าง และเป็นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามสวนกลับในตำแหน่งนั้นทันที

การเล่นด้วยวิธีการนี้ “จังหวะ” เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญต้องคำนึงถึงสิ่งที่เกิดตามมาหากตัดสินใจผิดพลาด ควรฝึกให้เกิดความชำนาญเพื่อในสถานการณ์จริงจะสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมนะครับ

ซ้อมกันมาก ก็ เข้าใจกันมาก




วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

เลือกได้ไม่ขอ "เจ็บ"







เลือกได้ไม่ขอ “เจ็บ”


ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีการ “ปะทะ” ดังนั้นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือปัญหาการบาดเจ็บ ทั้งที่เกิดจากการแข่งขันและขณะฝึกซ้อม

แต่การบาดเจ็บในนักกีฬาฟุตบอลนั้นนอกเหนือจากการกระทบกระทั่งกันในสนามซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ยังมีปัญหาที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆอีก โดยเฉพาะอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเอง เช่น กล้ามเนื้อฉีก กล้ามเนื้อกระตุก เป็นต้น ซึ่งมักจะต้องใช้เวลาในการรักษามากกว่าปกติ ซึ่งสาเหตุของการบาดเจ็บลักษณะนี้มักเกิดจาก

1. ความฟิตไม่ถึง นักกีฬาที่เรื้อการลงสนามไปนาน หรือฝึกซ้อมไม่เพียงพอ ส่งผลให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่จะลงไปเจอเกมหนักๆ รวมไปถึงความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อต่างๆก็มีไม่เพียงพอเช่นกัน ที่สำคัญคือขาดการทดสอบและเก็บข้อมูลทางด้านความฟิตของนักกีฬาซึ่งหลายๆทีมมองข้ามจุดนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

2. ขาดการเตรียมพร้อมก่อนลงสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอบอุ่นร่างกายก่อนลงสนาม การยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ถูกต้องละใช้เวลาอย่างเหมาะสม นักกีฬาหลายคนมองข้ามจุดนี้ไปและเป็นสิ่งที่นักกีฬาต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ซึ่งบางครั้งการอบอุ่นร่างกายจากโค้ชฟิตเนสอาจไม่เพียงพอ นักกีฬาต้องรู้ตัวเองว่าควรจะเพิ่มเติมตรงไหน

3. การพักผ่อนไม่เพียงพอ เช่นนอนดึก นอนไม่หลับ จะส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเปลี่ยนไป ส่งผลต่อการไหลเวียนของโลหิตและกล้ามเนื้อ

4. ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทั้งในระหว่างการก่อนการลงสนาม ระหว่างลงสนาม และหลังจากลงสนาม รวมไปถึงในการใช้ชีวิตประจำวัน นักกีฬาต้องได้รับน้ำอย่างน้อย 3 ถึง 4 ลิตร ต่อวัน เพราะน้ำจะส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของการใช้กล้ามที่ต้องใช้น้ำเป็นตัวพาเอาเกลือแร่และสารอาหารไปให้ร่างกายใช้

5. โภชนาการไม่สมบูรณ์ นักกีฬาฟุตบอลนั้นต้องใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 3500 KCal ต่อวัน นอกเหนือจากอาหารที่ให้พลังงานสูงอย่างคาร์โบไฮเดรตแล้ว อาหารประเภทโปรตีนก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะกล้ามเนื้อของนักกีฬามีความสึกหรอค่อนข้างสูง หากขาดวัตถุดิบในการซ่อมแซมก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อขาดความแข็งแรงบาดเจ็บได้ง่าย

6. การเคลื่อนไหวผิดจังหวะ หรือเคลื่อนไหวผิดท่า ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้กับนักกีฬา อย่างไรก็ตามหากนักกีฬามีความฟิตที่เหมาะสม แม้เกิดอาการบาดเจ็บก็จะใช้ระยะเวลาในการรักษาน้อยลง

ไม่มีนักกีฬาคนไหนต้องการบาดเจ็บหรอกนะครับ หากแต่เรามีโอกาสที่จะป้องกันให้เกิดน้อยที่สุด ดังนั้นจงอย่ามองข้ามปัจจัยเล็กๆน้อยๆที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เพราะเมื่อไรที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะกับนักกีฬาคนใดก็ตาม นั่นหมายถึงทีมต้องเสียโอกาสในการใช้งานและโค้ชก็ต้องสูญเสียตัวเลือก นักกีฬาเองก็เสียเวลาในการรักษาสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบกับทีม เพราะทุกคนในทีมนั้นย่อมมีความสำคัญ ฝากถึงนักกีฬาทุกท่านนะครับเตรียมตัวเองให้พร้อมป้องกันให้ดีที่สุดลดปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุด แล้วคุณจะได้ชื่อว่า “มืออาชีพ” ครับ



วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

Double Pass







6 วิธีการสร้าง Combination of Play ในการเข้าทำประตู (3)      


Double Pass

ยุทธวิธีการเข้าทำด้วย Double Pass นั้น เป็นการวิธีการเล่นที่ต้องใช้ทักษะและความเข้าใจที่ค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับการเปลี่ยนพื้นที่ในการเล่น และหากคู่ต่อสู้ไม่พร้อมก็จะทำให้ยากแก่การป้องกัน การเล่นด้วยวิธีนี้จะมีผู้เล่นที่เกี่ยวข้อง 3 คน ความสำคัญจะอยู่ที่ผู้เล่นตัวที่ 3 จะต้องอ่านเกมอยู่และเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย

ดังนั้นหากทีมต้องการใช้วิธีการนี้ จำเป็นต้องฝึกซ้อมจนเกิดทักษะและความชำนาญ จึงจะสามารถเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ้อมให้เยอะฝึกให้หนักประสิทธิภาพมันคุ้มค่าเหลือเกินครับ








วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559

สำรอง ก็ สำคัญ








สำรอง ก็ สำคัญ


การแข่งขันฟุตบอลแต่ละนัดนั้นจะมีผู้เล่นลงสนามได้เพียงแค่ 11 คนเท่านั้น ขณะที่ในทีมฟุตบอลทีมหนึ่งๆนั้นจะมีผู้เล่นอยู่ราว 25-30 คน ยิ่งเป็นทีมสโมสรที่ใหญ่ขึ้นไปแล้วล่ะก็ อาจมีถึง 40-50 คนเลยทีเดียว

นั่นหมายถึงผู้เล่นส่วนใหญ่ในทีมจะไม่ได้ลงสนาม คนที่ไม่ได้ลงสนามก็คือผู้เล่น “สำรอง” หากแต่ผู้เล่นสำรองนั้นมีความสำคัญไม่แพ้ผู้เล่นตัวจริง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่รายการแข่งขันฟุตบอลมีชุกมากการ Rotation จึงมีความสำคัญต่อทีมไม่น้อย กระนั้นก็ตามก็ไม่มีนักฟุตบอลคนไหนอยากเป็นตัวสำรองอยู่ดี

ประเด็นจึงอยู่ที่ผู้เล่นสำรองนั้นจะสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งตัวจริงได้อย่างไรนั้นมีปัจจัยอะไรบ้างต่างหาก

สิ่งแรกเลยที่ต้องมีก็คือ “เป้าหมาย” ที่จะต้องก้าวขึ้นเป็น 11 ตัวจริงให้ได้ จริงอยู่ที่ในการฝึกซ้อมแต่ละวันนั้นไม่ว่าผู้เล่นสำรองหรือตัวจริงก็จะทำการซ้อมเหมือนๆกัน หากแต่ผู้เล่นที่มีเป้าหมายในการเล่นนั้นจะมีความตั้งใจฝึกซ้อมและมักจะมีการซ้อมเพิ่มเติมและหนักกว่าคนอื่น และมักจะพัฒนาแก้ไขจุดบกพร่องที่ตัวเองมีอยู่ให้ไม่มีอยู่หรือให้มีอยู่น้อยที่สุด

“ทัศนคติ” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เล่นที่คิดจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมต้องมีอย่างถูกต้อง การไม่ได้รับโอกาสจากโค้ชให้ลงสนามนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่า ยังมีผู้เล่นคนอื่นที่ดีกว่าตนเองในตำแหน่งเดียวกัน ต้องพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อให้เป็นตัวเลือกของโค้ชให้ได้ อีกอย่างก็คือให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตนเองและ “ทีม” ชนะด้วยกัน แพ้ด้วยกัน ตัวสำรองก็คือส่วนหนึ่งของทีมนะครับ

“ความเข้าใจ” ผู้เล่นที่ดีจะต้องมีความเข้าใจถึง คาแรกเตอร์และวิธีการเล่นของทีม แม้จะเป็นผู้เล่นสำรองเองก็ตาม เพราะฉะนั้นในขณะที่ผู้เล่นสำรองนั่งอยู่ข้างสนามผู้เล่นเหล่านั้นจะพยายามอ่านเกม คิด และจินตนาการตามว่าหากเป็นตนเองที่ได้รับโอกาสจะทำอย่างไร

“มีความพร้อมอยู่เสมอ” ไม่มีใครรู้ว่าตนเองจะได้รับโอกาสในการลงสนามเมื่อไร ที่สำคัญคือ เมื่อได้รับโอกาสแล้วต้องทำสิ่งนั้นให้ได้ เพราะบางครั้งเวลาที่ได้ก็น้อยตามลงไปด้วย หากสามารถลงไปเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ โอกาสสำหรับการได้เป็นตัวหลักก็ย่อมเปิดกว้างมากขึ้น สังเกตง่ายๆครับทีมในระดับอาชีพ ในขณะที่ทุกสายตาในสนามจับจ้องอยู่กับเกมการแข่งขัน จะมีผู้เล่นอยู่กลุ่มหนึ่งที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเองออกไปวอร์มอัพเตรียมตัวสำหรับได้รับโอกาสอยู่เสมอ

“เราไม่อาจล่วงรู้อนาคตได้ แต่เราเตรียมพร้อมสำหรับมันได้” ฝากถึงใครก็ตามครับที่ยังไม่สามารถสอดแทรกขึ้นเป็นตัวหลักของทีมได้ ก็อย่าเพิ่งท้อถอย เตรียมตัวเองให้พร้อมที่สุด แก้ไขจุดบกพร่องของตัวเอง ทำให้โค้ชเห็นให้ได้ เชื่อว่าหากคุณยืนหยัดทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างต่อเนื่องและเต็มที่ที่สุด ซักวันโอกาสจะมาถึงคุณแน่นอน





Wall Pass







6 วิธีการสร้าง Combination of Play ในการเข้าทำประตู (2)


Wall Pass

หรือที่เรียกว่า “ลูกชิ่ง” เป็นการเข้าทำที่ผู้เล่นมักใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการหนีการมาร์คจากคู่ต่อสู้ ต้องทำด้วยความรวดเร็วและเข้าใจกัน อย่างไรก็ตามคนที่สำคัญก็คือ ผู้เล่นที่เป็น “ตัวชิ่ง” นั้นจะต้องคาดการณ์อยู่เสมอว่าในขณะที่เพื่อนได้บอล ตัวเองนั้นจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่นกรณีของการอยู่ใน Position ของการทำชิ่งได้ เป็นต้น

ดังนั้น คนมีบอลนั้นสำคัญด้วยตัวเองแต่คนไม่มีบอลนั้นสำคัญกว่า ทุกสถานการณ์ผู้เล่นต้องอ่านเกมอยู่เสมอและต้องทำตัวเองให้อยู่ในเกมตลอดเวลานะครับ


SOLO







6 วิธีการสร้าง Combination of Play ในการเข้าทำประตู


ในการสร้างเกมรุกนั้นเป้าหมายก็คือการทำประตู ซึ่งในศาสตร์ของฟุตบอลสมัยใหม่นั้นแบ่งวิธีการเข้าทำออกเป็น 6 อย่างดังนี้

1 Solo (เลี้ยงเดี่ยว)

2 Wall Pass (ทำชิ่ง)

3 Over Lap (วิ่งอ้อมหลัง)

4 Blind Side Run (จ่ายตัดหลัง)

5 Double Pass

6 Crossing (โจมตีจากด้านข้าง)

วันนี้เรามาเริ่มกันที่ Solo กันก่อนนะครับ

การ Solo หรือการเลี้ยงเดี่ยวนั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆจะตะพึดตะพือเลี้ยงเข้าไปทำประตูเพียงอย่างเดียวเลยนะครับ ก่อนที่ผู้เล่นจะทำการตัดสินใจทำการ Solo นั้น ต้องพิจารณาเห็นแล้วว่าผู้เล่นในทีมเดียวกันถูกมาร์คอยู่ไม่สามารถเล่นบอลได้ หรือคำนวณแล้วว่าหากจ่ายบอลไปให้ก็อาจมีโอกาสที่จะถูกตัดบอล ผู้เล่นที่ครอบครองบอลขณะนั้นจึงจะสามารถทำการ Solo เข้าไปเพื่อทำประตูได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการทำเกมรุกนั่นคือการ “ทำประตู”

อย่างไรก็ตามผู้เล่นจะต้องได้รับการเรียนรู้พื้นฐานมาก่อนว่า การเลี้ยงนั้นเลี้ยงเพื่ออะไร นั่นคือเลี้ยงเพื่อการครอบครองบอลหรือเลี้ยงเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า การเลี้ยงที่ดีต้องเลี้ยงในแนวทะลุทะลวง ไม่ใช่เลี้ยงขวางสนาม เป็นต้น เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เล่นต้องได้รับการเรียนรู้มาก่อนทั้งสิ้น

ฟุตบอลสมัยใหม่ ต้องเล่นไปคิดไปนะครับ

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

โค้ชนั้น สำคัญไฉน







ปราชญ์ลูกหนังท่านหนึ่งได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “โค้ชที่ดี ย่อมต้องทำให้ผู้เล่นติดทีมชาติได้” 


หากเราเปรียบการสร้างทีมฟุตบอลเหมือนกับการปรุงอาหาร “โค้ช” หรือผู้ฝึกสอนก็เปรียบได้เสมือนกับ “เชฟ” ผู้รังสรรค์อาหารหลากรสชาติให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ จะต้องมีความพิถีพิถันในทุกๆด้าน ทั้งการคัดเลือกวัตถุดิบให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด หากมีวัตถุดิบที่ดีบางครั้งแทบไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากก็ได้อาหารจานเด็ดแล้ว 

ขณะเดียวกันขั้นตอนในการปรุงนั้นก็มีความสำคัญไม่น้อย หากเชฟไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอแม้จะมีวัตถุดิบที่ดีซักเพียงใดก็ตาม อาหารจานนั้นก็อาจจะกลายเป็นเพียงอาหารธรรมดาจานหนึ่งก็เป็นได้ ในทางตรงข้ามแม้บางครั้งวัตถุดิบที่ได้มาอาจเป็นวัตถุดิบที่แสนจะธรรมดา แต่ด้วยความสามารถของเชฟที่สามารถดึงเอารสชาติที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความธรรมดาของวัตถุดิบอันนั้น นำมาผ่านกระบวนการปรุงอย่างดี จนกลายเป็นอาหารรสเลิศก็มีอยู่ให้เห็นกันอย่างมากมายฉันใด

“โค้ช” ก็เช่นเดียวกันครับ เขาคือปัจจัยที่สำคัญอย่างมากที่จะตัดสินอนาคตและความสำเร็จของทีม เพราะถึงแม้ฟุตบอลนั้นจะวัดผลแพ้ชนะกันในสนาม แต่ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากการทำงานภายนอกสนามมาก่อนทั้งสิ้น

กระนั้นก็ตามคุณๆเคยสงสัยหรือไม่ครับว่า ทีมบางทีมทั้งๆที่ผู้เล่นเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนแค่โค้ชหรือผู้จัดการทีมก็ทำให้ทีมนั้นดีขึ้นผิดหูผิดตา หรือบางทีมที่มีผู้เล่นเก่งๆเดินชนกันเต็มไปหมดแต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน มันก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการปรุงของโค้ชนั่นแหละครับ เมื่อตั้งระบบการเล่นขึ้นมาแล้ว โค้ช จะนำเอาผู้เล่นมาวางให้เข้ากับระบบนั้นได้อย่างไร ใครเคลื่อนที่ไปทางไหน รุกทำอะไร รับทำอะไร แทคติคต่างๆจะใช้ตอนไหน ทำไมต้องทำอย่างนั้น รายระเอียดต่างๆเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องนำออกมาเป็นรูปธรรมและใช้ได้จริง

ผมชอบคำสัมภาษณ์ที่ Xavi Hernandez ได้พูดถึง Pep Guardiola ว่า “Pep เป็นโค้ชคนแรกที่ไม่ใช่แค่บอกว่าให้ทำอะไร แต่กลับอธิบายด้วยว่า ทำไมต้องทำสิ่งนั้น” นั่นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในเรื่องของฟุตบอลที่โค้ชได้ส่งต่อให้กับผู้เล่นของเขา เพราะโค้ชจะต้องพยายามนำเอาภาพที่อยู่ในสมองออกมาให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะผู้เล่นนั้นพร้อมที่จะทำตามอย่างที่โค้ชสั่งอยู่แล้ว ที่สำคัญผลงานในสนามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะยังไง “โค้ช” จะต้องเป็นคนที่รับผิดชอบทั้งหมดครับ