วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

"เลสเตอร์" กับฤดูกาลมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้เพราะ?








วันก่อนผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับพี่ที่นับถือท่านนึงว่า “นี่ถ้าใครนอนหลับไปซัก 1 ปีแล้วตื่นขึ้นมาตอนนี้ แล้วมีคนบอกว่า เลสเตอร์ กำลังจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีกในฤดูกาลนี้ไปครอง” คงเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจให้เชื่ออย่างนั้นได้เป็นแน่


เอาว่าแม้แต่เราๆท่านๆเองตอนนี้ก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ว่าทีมที่สร้างด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 57 ล้านปอนด์(3,135 ล้านบาท) จากกลุ่มทุนแห่ง คิงส์ เพาเวอร์ จะมีฤดูกาลอันแสนมหัศจรรย์ชนิดหักปากกาเซียนทุกสำนักแบบ 5000 : 1 


หรือความสำเร็จของ จิ้งจอกสยาม อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ เจมี วาดี้ ท้อปฟอร์มยิง 12 นัดติด บังเอิญริยาด มาเรซ มาพีคเอาปีนี้ บังเอิญว่าเป็นทีมที่ชนะมากที่สุดในลีก บังเอิญเป็นทีมที่แพ้น้อยที่สุดในลีก บังเอิญว่า บลา บลา บลา มันคงไม่ใช่กระมัง เพราะความสำเร็จในฟุตบอลลีก ที่ได้ชื่อ "หิน" ที่สุดในโลก คงไม่มีทางจะได้มาเพราะโชคช่วยอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะทุกอย่างล้วนมาจากการวางแผนล่วงหน้าไว้แล้วทั้งสิ้น
เลสเตอร์ เป็นทีมที่มี Concept และเป้าหมายในการเล่นฟุตบอลอย่างชัดเจน พวกเค้ารู้ว่าควรจะทำไรในสถานการณ์แบบไหน เมื่อเป้าหมายชัด วิธีการจึงตามมา ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ไปเต็มๆ ผมทายใจว่า รานิเอรี่เองก็คงประเมินขุมกำลังตั้งแต่ตอนต้นฤดูกาลแล้วว่าแม้ เลสเตอร์ จะเป็นแค่ทีมเล็กๆทีมหนึ่ง แต่โค้ชที่ดีนั้นต้องคิดอยู่เสมอว่าทีมนั้นสู้ได้** เมื่อคิดว่าสู้ได้ ก็จะพยายามหาหนทางสู้ ทำอย่างไรถึงสู้กับทุกทีมได้ และจะเอาอะไรไปสู้ ในทางกลับกันหากคิดว่าสู้ไม่ได้หรือสู้ทีมอื่นได้ยาก ก็จะไม่คิดหาหนทางเพื่อเอาชนะนั่นเอง 

ถ้าลองเอาผลงานของเลสเตอร์ในฤดูกาลนี้มาวิเคราะห์ดู จะเห็นว่าชัยชนะในแต่ละนัดนั้น สกอร์ที่เหนือกว่าคู่แข่งไม่ได้ขาดลอยซักเท่าไรเลย มิหนำซ้ำนัดหลังๆนี่แทบจะผูกขาดชนะแค่ 1-0 มาโดยตลอด มันบ่งบอกว่านี่ไงศักยภาพทีมเล็กก็ชนะได้เท่านี้แหละครับ แต่ประเด็นคือสามารถยืนระยะชนะอย่างต่อเนื่องได้อย่างไรต่างหากเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่า แสดงว่าแต่ละนัดนั้นย่อมเกิดมาจากการวาง “แทคติค” และแฝงไปด้วยรายละเอียดของวิธีการเล่นไว้อย่างดีทุกขั้นตอน เพราะถ้ามีผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่ไม่ทำตามสิ่งที่รานิเอรี่วางเอาไว้ เชื่อแน่ว่า เลสเตอร์ ไม่มีทางจะมาถึงจุดนี้ได้อย่างแน่นอน

ครั้งหนึ่งที่บรมกุนซือจากค่ายโอลด์ แทรฟฟอร์ด อย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอกูสัน ได้เคยออกมากล่าวไว้ว่า “ในฟุตบอลนั้น คุณต้องทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ คุณถึงจะประสบกับชัยชนะ” ซึ่งฤดูกาลนี้ลูกทีมของ รานิเอรี่ ก็กำลังทำสำเร็จในสิ่งที่ เฟอร์กูสัน ได้บอกไว้

นี่แหละคือความสวยงามที่เกิดขึ้นในโลกของฟุตบอล ไม่จำเป็นว่าทีมนั้นจะต้องลงทุนมหาศาล หรือใช้ผู้เล่นที่มีความสามารถสูงแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ หากแต่ฟุตบอลยังมีแง่มุมอื่นอีกที่จะทำให้ทีมนั้นประสบความสำเร็จได้ ขอบคุณ เลสเตอร์ ที่ทำให้เห็นว่ามันทำได้จริง ในเมื่อมันเกิดกับทีมอย่างเลสเตอร์ได้ ก็หวังว่าจะเกิดกับทีมสโมสรอาชีพของไทยที่ไปเล่น เอเอฟซี แชเปี้ยน ลีก หรือทีมชาติไทยที่กำลังจะคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบสามได้ด้วยเช่นกัน เปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่แล้วเราจะกลายจากทีมรองบ่อนเป็นทีมคู่แข่งทันทีครับ


ว่าด้วยเรื่องของ Position (2)










ในหลักของ “ฟุตบอลสมัยใหม่” นั้น การควบคุมพื้นที่เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 1 Position ต้องมีผู้เล่นเพียงแค่ “คนเดียว” 11 คนต้องควบคุมพื้นที่ทั้ง 11 Position ยกเว้นในบางกรณีที่เป็นเงื่อนไข** หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น

แต่สิ่งที่มักพบเห็นกันอยู่บ่อยๆ ทั้งในเกมระดับสโมสรและระดับชาติคือ การที่ผู้เล่นไปล้วงบอลจากเท้าของเพื่อนร่วมทีม ผลที่ตามมาคือ


1. ทำให้ 1 Position มีผู้เล่นมากกว่า 1 คนโดยไม่จำเป็น

2 ในขณะที่ผู้เล่นลงไปล้วงบอลจากเพื่อน(ผู้เล่น A ไปล้วงบอลที่ผู้เล่น B ตามกราฟฟิค) ก็จะนำเอาคู่ต่อสู้เข้าไปกดดันคนที่มีบอล (ผู้เล่นB) ไปด้วย

3 ทั้งๆที่ แม้ผู้เล่น A ไม่ลงไปล้วงบอล ผู้เล่น B ก็สามารถจ่ายบอลได้อยู่ดี

4 สูญเสียพื้นที่ในแนวรุกอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

ดังนั้นหากผู้เล่นมีความเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในแต่ละครั้งจากการตัดสินใจทำ หรือไม่ทำอะไรบางอย่างก็ย่อมส่งผลที่แตกต่างกัน ในเกมฟุตบอลนั้นผู้เล่นต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า คนมีบอลนั้นมีความสำคัญด้วยตัวมันเอง แต่คนไม่มีบอลสำคัญกว่าเพราะมีถึง 10 คน คนไม่มีบอลอาจทำให้คนไม่มีบอลเสียการครองครองบอลได้ ซึ่งก็จะส่งผลต่อรูปเกมและผลการแข่งขันในที่สุด


ว่าด้วยเรื่องของ Position (1)








ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นครึ่งหลัง ในเกมอุ่นเครื่อง ระหว่างทีมชาติไทย กับ ทีมชาติเกาหลีใต้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า
.
ฟุตบอล นั้นเป็นเกมที่ชิงไหวชิงพริบและความได้เปรียบกันอยู่ตลอดเวลา

ตำแหน่ง หรือ Position ในการยืนของผู้เล่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เกมรับ หรือเกมรุกก็ตาม ผู้เล่นจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรที่จะเอาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด เช่น ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังต้องได้รับการเรียนรู้ว่า หากทำให้กองหน้าฝ่ายตรงข้ามหันหลังให้กับประตู นั่นคือฝ่ายตนได้เปรียบ ในขณะที่กองหน้าเองก็ต้องรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะหนีการมาร์คจากกองหลังคู่ต่อสู้และเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายให้ได้มากที่สุด ในการเคลื่อนที่แต่ละครั้งนั้นย่อมแฝงไปด้วยแทคติคเสมอ ทีมฟุตบอลที่ดีมักจะรู้ว่าต้องใช้พละกำลังให้น้อยที่สุด แต่ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

แค่ยืนได้เปรียบตลอด 90 นาทีก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะสูงแล้วครับ






ช่องว่างทีมชาติไทย กับ Top Asia เหลือแค่ไหน?









ช่องว่างทีมชาติไทยกับ Top Asia เหลือแค่ไหน?
.
ทีมชาติไทยภายใต้การกุมบังเหียนของโค้ช “ซิกโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตั้งแต่ชุดแชมป์ซีเกมส์ปี 2556 ต่อเนื่องมาที่แชมป์ AFF SUZUKI CUP เรื่อยมาจนถึงขณะนี้เราเป็นแชมป์กลุ่ม F ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย หากมองในแง่ของปรากฏการณ์กระแสฟุตบอลบอลฟีเวอร์นั้น เรียกว่าโค้ชซิโก้สามารถกอบกู้ศรัทธาจากที่เคยติดลบให้กลับมาเป็นกระแสสนับสนุนอย่างล้นหลามได้อย่างน่าชื่นชม 
.
เป้าหมายต่อไปอยู่ที่การพาทีมชาติไทยไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นได้ก็ต้องผ่านรอบคัดเลือกรอบที่ 3 ให้ได้ โควตา 4 ทีมครึ่งสำหรับทีมในโซนเอเชียนั้น ถามว่ามีโอกาสความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ทีมชาติไทยจะคว้าตั๋วเข้าร่วมรอบสุดท้าย คงต้องมองไปที่องค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนด้วยกันคือ หนึ่งทีมเราเอง และสองคือคู่ต่อสู้
.
แน่นอนว่ารอบ 12 ทีมสุดท้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆยิ่งถ้ามองไปถึงทีมที่ไปแน่นอนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าประจำฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ซาอุดิอาระเบีย นั้นมากันครบ พ่วงมาด้วยทีมเบอร์ใหญ่อย่าง อุซเบกิสฐาน อิหร่าน และกาตาร์ และอาจจะมีทีมอย่าง UAE เกาหลีเหนือ จีน คูเวตหรือ โอมาน เข้ามาสมทบ เพราะฉะนั้นไม่ว่าไทยเราจะจับไปอยู่สายไหนก็ตามล้วนแต่หนักทั้งสิ้น 
.
ไหนๆก็ไหนๆถ้า “เป้าหมาย” ของทีมชาติอยู่ที่ไปบอลโลก ก็ให้คิดไปถึงการหาหนทางที่จะสู้กับทีมเจ้าประจำไปเลยดีกว่า ทำอย่างไรถึงจะต่อกรกับทีมระดับนั้นได้ ถ้าเรายกระดับให้เทียบเท่ากับทีมเหล่านั้นได้ ก็ไม่ต้องมองถึงทีมในระดับที่รองลงมา แต่เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบของฟุตบอล คือ เทคนิค ฟิตเนส แทคติค และ ทัศนคติ เรายังอาจเป็นรองอยู่พอสมควร ทำอย่างไรที่เราจะลดช่องว่างให้ใกล้เคียงและใช้เวลาอันสั้นที่สุด ลองจำแนกอย่างคราวๆประมาณนี้นะครับ จะได้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น
.
เทคนิค หรือความสามารถเฉพาะตัว ชั่วโมงนี้แม้จะเป็นรองก็ไม่มาก เค้าเลี้ยงหลบเราได้ เราก็เลี้ยงหลบเค้าได้ ผ่านบอล 5 หลา 15 หลา ความแม่นยำก็ใกล้เคียง เอาล่ะ เรื่องเทคนิคอาจเป็นรองอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับห่างชั้น 
.
ฟิตเนส ด้วยความที่ฟุตบอลบ้านเราตอนนี้ลีกอาชีพดีวันดีคืน ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาก็ใช้แบบเดียวกันทั่วโลก ส่งผลให้กล้ามเนื้อ ความฟิต ความเร็ว ความแข็งแกร่ง นั้นบอกได้เลยว่าชนกับ เกาหลี ญี่ปุ่นได้สบาย บางทีถ้าเทียบกันตัวต่อตัว ตำแหน่งต่อตำแหน่งเผลอๆเราอาจเหนือกว่าก็ได้ แต่โดยรวมถือว่า ใกล้เคียงกันมากแล้วครับ
.
แทคติคและระบบ คือเรื่องที่น่าห่วงที่สุดในตอนนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมา ถ้าเราเจอทีมที่แทคติคไม่ดีหรือไม่มีวิธีการ เรามักจะสู้ได้เนื่องจากเทคนิคและฟิตเนสช่วยไว้ได้มาก เห็นได้จากรอบคัดเลือกที่ผ่านมา ทีมอย่าง อิรัก ที่ดูว่าเหนือกว่าเรา แต่ทั้งสองนัดที่เจอกัน ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า อิรัก นั้นไม่ได้มีรูปแบบการเล่นที่ดีเลย แม้จะมีความสามารถเฉพาะตัวที่ดีกว่าก็ใช่ว่าจะกินเราได้ง่ายๆ มิหนำซ้ำยังแทบเอาตัวไม่รอดด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาทีมไทยพยายามปรับสไตล์การเล่นที่ดูสนุกขึ้น โดยเฉพาะเกมรุกนั้นมีการต่อบอลกันสวยๆให้เห็นหลายครั้ง แต่ก็ยังทำได้กับเฉพาะทีมในระดับที่ต่ำชั้นกว่าเท่านั้น เรายังไม่เห็นภาพแบบนั้นเกิดขึ้นเมื่อเจอกับคู่แข่งที่เหนือกว่า เมื่อเราเจอทีมที่มีวิธีการ อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น เรามักจะตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดเสมอ มาตรฐานของทีมระดับนั้นผู้เล่นเล่นด้วยความเข้าใจฟุตบอลสูงกว่าเรามาก ทำให้ดูว่าเหนือกว่าเราค่อนข้างเยอะ กระนั้นก็ตามแม้ทีมเหล่านั้นจะมีแทคติคที่ว่าเหนือกว่าเรา แต่แต่ในมุมมองของผมก็ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบเท่าที่ควร แต่แน่นอนล่ะดีกว่าเราแน่ กำลังจะชี้ให้เห็นว่า “แทคติค” จึงเป็น “หัวใจ” ที่สำคัญของฟุตบอลที่แท้จริง แม้ด้านอื่นเป็นรองไม่มากแต่เมื่อแทคติคเป็นรองก็อย่างไรก็กลายเป็นละชั้นอยู่ดี
.
ทัศนคติ หรือ Attitude อันนี้ต้องบอกว่าขอยกความดีความชอบให้กับการที่เรามีลีกอาชีพที่แข็งแกร่งขึ้น ผู้เล่นทีมชาติไทยล้วนสังกัดอยู่ในสโมสรฟุตบอลชั้นนำของประเทศทั้งสิ้น ในลีกผู้เล่นได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของตัวผู้เล่นต่างชาติที่มาค้าแข้งในบ้านเราต้องบอกว่าช่วยยกมาตรฐานของผู้เล่นไทยในลีกได้มากเลยทีเดียว ทำให้เมื่อไปเล่นในระดับชาติผู้เล่นไทยจึงไม่กลัวผู้เล่นต่างชาติอีกต่อไป กระนั้นก็ตามหากมองในมุมของทีมที่เรากำลังไปเทียบชั้นแล้วล่ะก็ มุมมองที่ทีมเหล่านั้นมีต่อเราก็คือ แม้ทีมเราจะพัฒนามากขึ้นเพียงใดก็ตาม ทีมเหล่านั้นก็ยังคิดว่าเหนือกว่าเราอยู่ดี เนื่องจากความเข้าใจฟุตบอลที่สูงกว่าเรานั่นเอง
.
เมื่อนำทุกองค์ประกอบทุกด้านของฟุตบอลมาคำนวณระยะห่างระหว่างทีมไทยกับ ทีม Top Asia แม้เราจะดีขึ้นในเรื่องของเทคนิค และสมรรถภาพ หากแต่เรื่องของ แทคติค ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรายังเป็นรองอยู่มาก ซึ่งจะส่งผลไปยัง ทัศนคติของทีม ถ้าวันนี้เราคิดจะล้มทีมเหล่านั้นให้ได้ ก็ต้องหันกลับมาแก้เรื่อง ระบบ แทคติค และวิธีการเป็นการด่วน อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่าแทคติคของทีมที่เหนือกว่าเราทำได้แค่ “ดีกว่า” แต่ยังไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ นี่จึงเป็นจุดที่น่าสนใจว่าเรายังมีโอกาสพัฒนาเรื่องแทคติคให้ทัดเทียมและเหนือกว่าได้ด้วยซ้ำ ซึ่งผมยังเชื่อมันว่าด้วยศักยภาพของผู้เล่นทีมชาติไทยชุดนี้ รวมไปถึงผู้เล่นทีมชาติไทยในอนาคต นั้นสามารถพัฒนาไปถึงการเล่นฟุตบอลในเชิง “ยุทธศาสตร์” ได้แน่นอน ปัญหาอยู่ที่ว่าโค้ชจะมองเห็นตรงจุดนี้หรือไม่ ที่สำคัญจะสร้างขึ้นมาได้หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาต้องบอกว่า แทคติคของทีมชาติไทยยังธรรมดาอยู่มากครับ

8 คุณสมบัติของลูกฟุตบอล ที่ใช้แข่งรายการมาตรฐาน







8 คุณสมบัติของลูกฟุตบอลที่ใช้แข่งรายการมาตรฐาน


เมื่อพูดถึงกีฬาลูกกลมๆ ลมอยู่ข้างใน อันเป็นที่คลั่งไคล้อันดับหนึ่งของประชากรโลกอย่างฟุตบอลนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้ก็คือ “ความกลม” ของลูกบอล ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะกลิ้งไปทางไหน 

ลูกบอลที่ออกจากเท้าแต่ละครั้งนั้นใช่ว่าจะไปในทิศทางเดิมเสียเมื่อไร เมื่อรวมเข้ากับเทคนิคลีลาหลอกล่อของนักฟุตบอลเข้าด้วยแล้ว ฟุตบอลจึงเป็นกีฬาที่ครองใจคนทั่วโลกมาจวบจนถึงทุกวันนี้ ทีนี้ลูกบอลที่ใช้เตะกันอยู่ในการแข่งขันรายการมาตรฐานนั้น ก็ย่อมต้องมีมาตรฐานเช่นเดียวกัน เรามาดูกันว่า 8 คุณสมบัติมาตรฐานที่ลูกบอลต้องมีนั้นมีอะไรกันบ้าง

1. แน่นอนล่ะว่าต้องเป็นทรงกลม

2. ต้องทำด้วยหนังหรือวัสดุอื่นๆที่เหมาะสม วัสดุที่ใช้ทำลูกฟุตบอลต้องไม่ใช่แบบหนังอัด หรือสักหลาด ในการแข่งขันรายการระหว่างประเทศ

3. ความยาวของเส้นรอบวงไม่น้อยกว่า 62 เซนติเมตร และไม่มากกว่า 64 เซนติเมตร

4. ในขณะเริ่มทำการแข่งขันน้ำหนักต้องไม่น้อยกว่า 400 กรัมและไม่มากกว่า 440 กรัม

5. ความดันลมเมื่อวัดที่ระดับน้ำทะเล เท่ากับ 0.4-0.6 (400-600กรัม/ตารางเซนติเมตร)

6. ลูกบอลต้องกระดอนจากพื้นไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร และไม่เกินกว่า 65 เซนติเมตร ในการกระดอนครั้งแรกโดยจะปล่อยจากความสูง 2 เมตร

7. การแข่งขันที่จัดภายใต้ความรับผิดชอบของสหพันธ์ฟุตบอลต่าง ๆ ลูกบอลที่ถูกยอมรับให้ใช้ได้ ต้องมีเงื่อนไขแสดงไว้บนลูกบอลข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

- สัญลักษณ์ "ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA APPROVED)"
- สัญลักษณ์ "ได้รับการตรวจสอบจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA INSPECTED)" หรือ
- มีเครื่องหมายอ้างอิงว่า ลูกบอลมาตรฐานใช้แข่งขันระหว่างชาติ (INTERNATIONAL MATCH BALL STANDARD

8. การแข่งขันภายใต้การดูแลรับผิดชอบของสหพันธ์ฟุตบอล(FIFA) และสมาคมแห่งชาติต่างๆไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใดๆบนลูกบอล ยกเว้นตราสัญลักษณ์ของการแข่งขัน ระเบียบการแข่งขันอาจจำกัดและจำนวนของแต่ละเครื่องหมายก็ได้

10 เหตุการ์ประวัติศาสตร์ ที่แฟนบอลไทยควรรู้









ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว หากมีใครคนหนึ่งบอกว่าฟุตบอลอาชีพของไทย จะมีแฟนบอลเข้าชมเกมเป็นเรือนหมื่น หรือในนัดที่ทีมชาติไทยลงเตะจะมีแฟนบอลเข้าไปเชียร์เต็มสนาม แถมยังมีการเชียร์ที่เป็นระบบก็คงจะไม่มีใครเชื่อ 


ลีกไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นลีกที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นลีกอันดับหนึ่งของอาเซี่ยนในเวลานี้ และสร้างความสุขให้กับแฟนบอลทั้งในนามสโมสรและทีมชาติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และเชื่อว่ายังจะพัฒนาต่อไปอีกแน่นอน 
.
นี่คือ 10 เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย ซึ่งยุคเริ่มต้นนั้น ผู้ที่นิยมชมชอบการเตะฟุตบอลนั้นจะถูกขนานนามว่า "นักเลงลูกหนัง" และคนทั่วไปรู้จักกีฬาชนิดนี้ว่า "หมากเตะ" 

1. ปีพ.ศ. 2441 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของประเทศไทย คือผู้นำการเล่นฟุตบอลเข้ามาสู่สยาม 

2. วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม ปีพ.ศ. 2443 เป็นฟุตบอลนัดประวัติศาสตร์ ถือเป็น เกมฟุตบอลอย่างเป็นทางการนัดแรกของประเทศไทยจัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง ระหว่าง “ทีมบางกอก” ซึ่งเป็นคนอังกฤษทั้งหมดกับ “ทีมศึกษาธิการ” ซึ่งมีทั้งชาวสยามและยุโรป ผลเสมอกัน 2 - 2 (0 - 1) หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ (THE BANGKOK TIMES) เรียกการเล่นนั้นว่า "ASSOCIATION FOOTBALL" หรือ "การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับ ของแอสโซซิเอชั่น" อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเมืองสยาม และลงบทความวิจารณ์ประโยคหนึ่งว่า "กีฬาฟุตบอล คือศิลปะชิ้นล่าสุดที่ควรค่าแก่การยกย่องในทุกด้าน"

3. ในวันที่ 11 กันยายน - 27 ตุลาคม พ.ศ. 2458 รัชกาลที่ 6 ทรงรับเป็นประธานคณะกรรมการ “ฟุตบอลถ้วยทองของหลวง” เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสรหรือทัวร์นาเมนท์ (TOUR NAMENT) แรกของสยาม พร้อมทั้งพระราชทานถ้วยทองเป็นรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ จึงเรียกว่า "การแข่งขันฟุตบอล สำหรับพระราชทานถ้วยทองของหลวง" ณ สนามฟุตบอลสโมสรเสือป่าหรือสนามม้าสวนดุสิต 

4. ปีพ.ศ. 2499 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการเปลี่ยนชื่อ “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยาม” เป็น “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” (THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND UNDER THE ROYAL PATRONAGE OF HIS MAJESTIC THE KING) หรืออักษรย่อ F.A.T.

5. วันที่ 22 พฤศจิกายน - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ทีมชาติไทยได้สิทธิ์ผ่านลงเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในการแข่งขันฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย 

6. วันที่ 12 - 27 ตุลาคม พ.ศ. 2511 ทีมชาติไทยประสพความสำเร็จอีกครั้งในรอบ 12 ปี เมื่อสามารถผ่านรอบคัดเลือก ปรี-โอลิมปิก จัดที่กรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนของทวีปเอเชียในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ณ นครเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก

7. ปีพ.ศ. 2512 สมาคม ฟุตบอลแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันให้เป็นแบบดิวิชั่น (DIVISION) ของประเทศอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก โดยแบ่งระดับ มาตรฐานของทีมที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานประจำปี ออกเป็น 4 ถ้วย คือ ถ้วย ก. ถ้วย ข. ถ้วย ค. และถ้วย ง. 

8. ปีพ.ศ. 2549 มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เมื่อสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ กกท.(การกีฬาแห่งประเทศไทย ตัดสินใจยุบรวมสองลีกเข้าเป็นหนึ่งเดียว โดยรับเอา 2 สโมสรที่มีผลงานดีที่สุดจากโปรลีกเข้ามาร่วมทำการแข่งขันกับสโมสรชื่อดังในกทม. การรวมตัวครั้งนั้นทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกของไทยประกอบขี้นจากสโมสร องค์กร-หน่วยงาน และ สโมสรท้องถิ่น เป็นครั้งแรก

9. พ.ศ. 2550 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เปลี่ยนชื่อการแข่งขัน เป็น “ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก” โดยมีการยุบโปรวินเชียลลีก แล้วให้สโมสร 4 อันดับแรก เข้าแข่งขันในรายการนี้แทน รวมจำนวนสโมสรในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกเป็น 16 ทีม พร้อมทั้งเพิ่มเงื่อนไขให้สโมสรซึ่งอยู่ใน 3 อันดับสุดท้ายเมื่อจบฤดูกาล ต้องตกชั้นไปสู่ไทยลีกดิวิชั่น 1 โดยมีทีมชนะเลิศ กับอันดับ 2 และ 3 ของไทยลีกดิวิชั่น 1 เลื่อนชั้นมาสู่ไทยพรีเมียร์ลีกเป็นการทดแทน และเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2550 นั้นเอง ฉลามชล ชลบุรี FC ยอดทีม จากฝั่งตะวันออกที่มีฐานแฟนบอลของสโมสรรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น สามารถคว้า ตำแหน่งแชมป์ลีกไปครองชนิดเหนือความคาดหมาย จุดนี้เองทำให้กระแสคลั่งไคล้ฟุตบอลไทยลีกก่อตัวขึ้นช้าๆ แม้จะเริ่มมีกระแส ชลบุรีฟีเวอร์ เกิดขึ้น ก็ยังไม่อาจเรียกการแข่งขันฟุตบอลลีกของไทยว่าเป็นลีกอาชีพได้เต็มปากเต็มคำนักจนเมื่อ...

10. พ.ศ. 2551-2554 สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC ประกาศวิสัยทัศน์ “วิชั่นเอเชีย” ตั้งเป้าให้ สโมสรฟุตบอลเอเชียดำเนินกิจการอย่างมืออาชีพ และข้อบังคับของวิชันเอเชียก็มีนับ 10 ข้อ ที่สำคัญ เช่น ให้สโมสรฟุตบอลต้องจดทะเบียนนิติบุคคลแสวงหาผลกำไรและรายได้ในรูปบริษัท และธุรกิจอย่างเต็มตัว ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับเป็นประเทศชั้นสองของวงการลูกหนังเอเชีย นั่นคือ ถูกตัดสิทธิ์ส่งทีมลงเล่นในถ้วยสูงสุดของสโมสรเอเชีย คือ AFC Champions League ที่มีเงินรางวัลก้อนใหญ่เป็นรายได้ให้สโมสรอย่างมหาศาล จุดนี้เองเป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงระบบฟุตบอลอาชีพของเมืองไทยขนานใหญ่ เป็นผลให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องดำเนินการจัดตั้ง “บริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด” เป็นผู้ดำเนินการจัดการแข่งขันลีกสูงสุดของประเทศ เหล่าบรรดาสโมสรสมาชิกต่างมีความตื่นตัวในมาตรฐาน โดนเฉพาะการให้ความสำคัญของ “Club Licensing” นำมาซึ่งการพัฒนาในทุกด้านจวบจนถึงทุกวันนี้

นับเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ฟุตบอลไทยได้ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน มีทั้งช่วงยุคทองและล้มลุกคลุกคลาน แต่ดูเหมือนว่านาทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามวิถีทางที่ถูกต้องของฟุตบอลอาชีพ เป็นสถาบันที่สร้างความสุขให้กับผู้คนนับล้าน หากวันนี้คุณมีทีมที่คุณรักอยู่แล้วขอให้ช่วยกันสนับสนุน และช่วยเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน “แพ้” หรือ “ชนะ” คือเกมกีฬา แต่การเข้าร่วมการแข่งขันอย่างมีสปิริตต่างหาก คือหัวใจของฟุตบอลอย่างแท้จริง ส่วนใครที่ยังไม่มีทีมที่ตามเชียร์ ลองมองหาซักทีมหนึ่งและเริ่มมีส่วนร่วมสนับสนุนทีมนั้นดู แค่ซื้อของที่ระลึกซักชิ้นแล้วบอกกับตัวเองว่า “ทีมนี้พี่รัก” ไม่ว่าทีมนั้นแพ้หรือชนะ รับรองว่ามันจะทำให้ชีวิตคุณมีสีสันขึ้นอีกเป็นทวีคูณครับ

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทีมชาติไทย ไม่ใช่แค่ต้องแชมป์ซีเกมส์....แต่ทว่า




  ซีเกมส์ สำหรับทีมชาติไทยแล้วเป็นทัวนาเมนท์ที่ต้อง "แชมป์" สถานเดียวเท่านั้นเป็นอื่นไปไม่ได้ แต่ทว่าไม่ใช่เฉพาะแค่การเป็นแชมป์เท่านั้น เพราะถึงแม้รายการนี้จะกำหนดผู้เล่นพรรษาไม่เกิน 23 ปี เรียกได้ว่ายังเป็นระดับเยาวชน แต่วันนี้ วันที่ฟุตบอลอาชีพของเราอัพเกรดขึ้นไปหลายเลเวล ทั้งในเรื่องของการจัดการ ความเป็นมืออาชีพของผู้เล่น ปริมาณแฟนบอลที่เข้าสนาม กระทั่งเม็ดเงินหลักพันล้านที่หมุนเวียนในแต่ละปี นั้นบ่งบอกถึงพัฒนาการที่สูงกว่าใครเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในละแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ดังนั้นขุมกำลังทุกชุดก็ย่อมแข็งแกร่งกว่าใคร เนื่องด้วยอานิสงส์การมี "อคาเดมี่" ของทีมสโมสรฟุตบอลอาชีพ นั่นหมายความว่าการลงสนามทุกครั้งในนามทีมชาติไทยทุกชุด หากอีกฟากฝั่งเป็นทีมจากอาเซี่ยนด้วยกันแล้วละก็ ต้องถือว่าเรา "เหนือกว่า" ทุกทีม

        
               หากโร้ดแมปที่สมาคมฯวางไว้นั้น จุดหมายปลายทางอยู่ที่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเรา "เหนือกว่า" ทุกทีมในแถบนี้ การเป็นแชมป์ซีเกมส์จึงต้องเป็นอย่างชนิดที่เรียกว่า "นอนมา" ทุกนัดที่เจอคู่แข่งต้องยิงให้ทะลุ 3-4 ลูกขึ้นไป ไม่ใช่ "เบียด"หรือ "เฉือน"ชนะเท่านั้น รูปเกมต้องคนละเวอร์ชั่นเล่นแบบเหลือๆ ไม่มีประเภท "วันนี้เราเจอเจ้าภาพต้องเน้นตั้งรับไว้ก่อน " หรือ "เวียดนาม พม่า อินโด มาเลย์ ทีมเหล่านี้เป็นทีมที่น่ากลัวและสูสีกับเรา" หรือกระทั่งต้องแย่งเป็นที่หนึ่งในสายเพื่อหลบทีมแข็งอีกสาย ประเด็นอยู่ที่วันนี้เราต้องยกระดับให้ห่างชั้นกับทีมในกลุ่มนี้ ขณะเดียวกันก็มองไปถึงการลดช่องว่างระหว่างเรากับทีมอย่าง เกาหลี ญี่ปุ่น ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามาความหวังที่จะได้ไปฟุตบอลโลกนั้นก็จะชัดเจนขึ้นเป็นเงาตามตัว เรียกว่ามันคือ "ตะบะ" เหมือนเวลาที่ทีมอย่างเกาหลี ญี่ปุ่น เจอกับทีมชาติไทย มักจะเล่นด้วยความมั่นใจไม่เคยกลัวเพราะคิดว่า "เหนือกว่า" สิ่งนี้จะต้องเกิดกับเรายามเมื่อเจอกับทีมในซีเกมส์

            
               กระนั้นก็ตามสิ่งที่สมาคมฯและสต๊าฟโค้ชทีมชาติขณะนี้กำลังดำเนินอยู่นั้นต้องยอมรับและชื่นชมว่า "มาถูกทาง" เพียงแต่จะใกล้เคียงกับความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่กล่าวมาแล้วได้เกิดขึ้นหรือยัง และ 3 สร้างต่อไปนี้จะต้องถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องในสารบบทีมชาติคือ

1 สร้างคน ในที่นี้หมายถึงคนสนับสนุน คือให้แฟนบอลมีความเชื่อมั่นจากผลการแข่งขันและรูปเกม โดยเฉพาะกับทีมในย่านนี้

2 สร้างทีม การบริหารการจัดการ การคัดเลือกผู้เล่นมาติดทีมชาติ ทั้งชุดใหญ่ และชุดเยาวชนลดหลั่นกันลงไป

3 สร้างระบบ หัวใจสำคัญจะอยู่ตรงนี้ ระบบจะส่งผลถึง "ทัศนคติ" ในการเล่นเป็นการพัฒนาในขั้นสูง ที่จะต้องวางรากฐานไว้กับผู้เล่นทีมชาติชุดใหญ่แล้วถ่ายทอดไปยังชุดที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชุดใหญ่ในอนาคต             


                   "ถ้าแม้ทิศทางผิด ความพยายามย่อมสูญเปล่า" วันนี้ขอให้ทีมชาติไทยอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องและยืดหยัดทำอย่างต่อเนื่อง ให้โอกาส และเวลา เชื่อเหลือเกินว่า "บอลไทย ไปบอลโลกในชาตินี้" เราคงได้เห็นกัน ขอให้กำลังใจครับ


                                                                                     CoachChakorn

www.facebook.com/chakornballtobe