วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำไมนักบอลไทย ไม่ไปค้าแข้งต่างแดน ?








ทำไมนักบอลไทย ไม่ไปค้าแข้งต่างแดน ?


สัปดาห์ที่ผ่านมาคงจะไม่มีข่าวไหนเกินไปกว่า “บิ๊กดีล” ข้ามฝากจากบุรีรัมย์ไปเมืองทองของ “เจ้าอุ้ม” ธีราธร บุญมาทัน อีกแล้วครับ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีทีมจากสโมสรใน เจ ลีก ของญี่ปุ่น และ เค ลีก ของเกาหลีใต้ให้ความสนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็มีการยืนยันจากผู้บริหารทีมบุรีรัมย์ได้ออกมาเปิดเผยว่ายังไม่มีทีมใดยื่นข้อเสนอเข้ามาอย่างจริงจัง สุดท้ายก็กลายเป็นเมืองทองที่คว้าตัวแบ็คซ้ายกัปตันทีมชาติไทยไปแบบเซอไพรส์พอสมควร

ส่วนตัวเชื่อว่าไม่เพียงแต่เฉพาะ ธีราธร เท่านั้น ยังมีนักฟุตบอลไทยอีกหลายคนที่มีฝีเท้าสามารถไปเล่นในลีกญี่ปุ่น หรือลีกระดับแนวหน้าของเอเชียได้ แต่อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังไม่มีผู้เล่นไทยไปค้าแข้งในระดับนั้นได้ก็คือ กฎของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ที่ว่าด้วยโควตาการส่งผู้เล่นต่างชาติลงสนามได้ 3+1 (ผู้เล่นนอกทวีปเอเชีย 3 คน ในทวีปเอเชีย 1 คนและสามารถส่งรายชื่อได้ 5 คน)

เมื่อวิเคราะห์มาถึงประเด็นนี้หากเรามองในมุมของสโมสร ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนผู้เล่นต่างชาติ การเลือกเซ็นสัญญาผู้เล่นในโควตานี้ จึงต้องเป็นผู้เล่นที่สามารถเป็นแกนหลักให้กับทีมได้เท่านั้น ที่สำคัญไม่เพียงแต่ในเฉพาะบ้านเราเท่านั้นที่ลีกฟุตบอลกำลัง “บูม” หากแต่ในทวีปเอเชียด้วยกันนั้นก็มีการทุ่มเงินอย่างมหาศาลที่จะสร้างทีมยิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “จีน” ที่หันมาเอาจริงเอาจังกับลีกในประเทศ ทีมต่างๆยอมควักกระเป๋าซื้อผู้เล่นระดับโลกมาไว้ในครอบครอง ก็ยิ่งทำให้ตลาดเอเชียกลายเป็นแหล่งรายได้ของนักเตะและโค้ชที่ไม่แพ้ลีกอื่นๆในโลกอีกต่อไป ซึ่งผิดไปจากเมื่อก่อนที่นักเตะระดับโลกจะมาเล่นก็ต่อเมื่ออยู่ในวัยที่ใกล้จะเลิกรา กระนั้นก็ตามหากแม้ผู้เล่นไทยคิดจะไปเล่นในดิวิชั่นที่รองลงไป เมื่อมองลงไปถึงค่าเหนื่อยแล้วอาจจะพอๆกัน แถมยังต้องปรับตัวอีก อย่างนี้สู้เป็นตัวหลักเล่นในลีกสูงสุดในบ้านน่าจะดีกว่า

อีกข้อหนึ่งที่เป็นกำแพงสำหรับนักบอลไทยก็คือ เรายังไม่มีโอกาสไปโชว์ฝีเท้าในรายการแข่งขันระดับเมเจอร์เท่าที่ควร อย่าง ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ฟุตบอลโอลิมปิก ฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ หรือแม้กระทั่งใน AFC แชมเปี้ยนลีก เราก็ยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานที่ดีได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของ ธีราธร เมื่อฤดูกาลก่อนเป็นที่จับตามองจากฟอร์มการเล่นที่ดีมากโดยเฉพาะจุดเด่นในเรื่องของ “ฟรีคิก”แต่ฤดูกาลนี้กลับไม่โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา ขออนุญาตเปรียบเทียบกับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ได้มีโอกาสเล่นในรายการระดับโลก หรือระดับทวีปอยู่เสมอ เราจึงได้เห็นนักตบสาวไทยมีโอกาสไปโกยเงินสกุลอื่นเข้าประเทศยังไงล่ะครับ

เพราะฉะนั้นวันนี้เราคงต้องเริ่มจากภายในประเทศกันก่อนล่ะครับ แม้ลีกเราจะพัฒนาไปพอสมควร แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไป ที่สำคัญในส่วนของทีมชาติเราต้องประสบความสำเร็จในรายการระดับโลกหรือทวีปให้ได้ วันนี้ทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนโดยเฉพาะแฟนบอล ที่สำคัญทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายบริหารและปฏิบัติการของทีมชาตินั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจน เหลือแต่เพียงทำให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น การวิเคราะห์ปัญหาที่ถูกจุด การเก็บข้อมูล และการบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ หากเราสามารถออกสู่ตลาดโลกได้ก็จะเป็น “วงจรที่สมบูรณ์” นั่นคือผู้เล่นที่ค้าแข้งต่างแดนจะช่วยยกระดับทีมชาติ และทีมชาติก็จะได้ไปเล่นรายการระดับโลกต่อเนื่อง เมื่อต่อเนื่องก็มีผู้เล่นไปค้าแข้งยังต่างแดน หากภาพที่ว่านี้เกิดขึ้นจริงๆ ผลประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติจะตามมาอีกเยอะครับ.......

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"เปาไทย" ต้องให้เวลา








เปาไทย” ต้องให้เวลา


ต้องยอมรับครับว่าในอดีตที่ผ่านมา “ผู้ตัดสิน” คือส่วนหนึ่งของปัญหาวงการฟุตบอลบ้านเรา บ่อยครั้งที่เห็นการประท้วงด้วยการ “วอร์คเอาท์” หรือกระทั่งร้ายแรงจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย เนื่องจากความไม่พอใจการทำหน้าที่ในสนาม

แต่ในยุคที่ขั้วอำนาจเปลี่ยนมาอยู่ในมือผู้บริหารสมาคมฟุตบอลฯชุดใหม่ ดูเหมือนปัญหานี้จะเป็นสิ่งแรกๆที่สมาคมตั้งใจจะปรับปรุงพัฒนา ให้มีมาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น และหากสมาคมฯเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการ “เชิ้ตดำ” แล้วล่ะก็ เชื่อว่าทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้นอย่างแน่นอน

ด้วยความที่ลีกบ้านเราเติบโตอย่างก้าวกระโดด เราอาจพัฒนาในเรื่องคุณภาพของทีม คุณภาพของกองเชียร์ และการบริหารจัดการด้านอื่นๆ แต่ต้องเห็นใจวงการผู้ตัดสินที่อาจก้าวตามการพัฒนาเหล่านั้นไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของทีมต่างๆมากมายในลีกภูมิภาค นั้นดูเหมือนจะสวนทางกับปริมาณผู้ตัดสินที่มีคุณภาพ การที่แค่มีกรรมการไปทำหน้าที่แต่ละนัดนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีถมไปแล้ว ฉะนั้นด้วยความใหม่ประสบการณ์ทั้งของทีมเอง ทั้งกองเชียร์ และผู้ตัดสินเลยทำให้เหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

แล้วจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มปริมาณผู้ตัดสินที่มีคุณภาพให้มากขึ้น เราต้องมองย้อนไปถึงเรื่องของ “ผลตอบแทน” ที่ผู้ตัดสินได้รับด้วยนะครับ ที่ผ่านมาบางคนมาทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยจิตอาสาแลกด้วยค่าตอบแทนอันน้อยนิด แถมยังได้รับความไม่ปลอดภัยในชีวิตอีกต่างหาก ในขณะที่ผลตอบแทนของนักฟุตบอลและบุคลากรอื่นๆวันนี้ต้องบอกว่าสามารถยึดเป็นอาชีพได้อย่างสบาย ขณะที่กรรมการยังได้รับแค่ “เบี้ยเลี้ยง” เท่านั้น กำลังจะชี้ให้เห็นครับว่า หากในอนาคตเราสามารถพัฒนาไปถึงขั้น “ผู้ตัดสินอาชีพ” ให้เค้ามีรายได้ที่สามารถดูแลครอบครัวได้ เป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับในสังคม แน่นอนต้องแลกด้วยการอยู่ในมาตรฐานทั้งสรรถภาพทางกาย และคุณภาพของการตัดสิน โดยมีระบบการประเมินอย่างมีคุณภาพ เชื่อว่าเราจะได้คนที่จะมาทำหน้าที่นี้เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญทุกคนจะพยายามรักษาและพัฒนามาตรฐานการตัดสินของตัวเอง และคงไม่ยอมเอาความมั่นคงของอาชีพรวมถึงเกียรติและศักดิ์ศรีไปแลกกับ “อามิสสินจ้าง” เหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน 

กระนั้นก็ตามในฝากฝั่งของสโมสรและกองเชียร์ ต้องตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งที่ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรความผิดพลาดในการตัดสินนั้นย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า “เสน่ห์” ของฟุตบอล ตอนที่ผมได้มีโอกาสอบรมโค้ชใหม่ๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราได้รับการเรียนรู้เป็นเรื่องแรกๆเลยนะครับ จำได้ว่าตอนนั้นวิทยากรคือ “เปาอั๋น” อ.ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ ท่านได้บอกไว้ว่าในแต่ละเกมผู้ตัดสินมีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 15-20% นั่นหมายความว่าในการเป่านกหวีด 10 ครั้งจะมีความผิดพลาด 2 ครั้ง ซึ่งอาจเป็นผลดีกับเราหรือคู่ต่อสู้ก็ได้ หากเข้าใจตรงนี้คิดว่าเราคงมีมุมมองที่ดีต่อผู้ตัดสินเพิ่มมากขึ้นนะครับ รวมไปถึงเจ้าของทีมทั้งหลายที่มักใช้วาทกรรมที่ว่า “ทีมลงทุนเป็นร้อยล้าน แล้วมาถูกผู้ตัดสินทำลาย” อยากให้มองย้อนกลับไปว่า ณ วันที่คุณตัดสินใจสร้างทีมเรื่องนี้คุณน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ความผิดพลาด(ในแง่สุจริต) ก็ไม่ต่างอะไรกับการยิงลูกโทษไม่เข้าครับ คุณลงทุนเป็นร้อยล้านเหมือนกันแต่จะฝากไว้แค่การเอาฟุตบอลไปซุกก้นตาข่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้นหรือก็คงจะไม่ใช่

และเท่าที่ผมมีโอกาสได้ไปดูเกมในสนามโดยเฉพาะในระดับไทยพรีเมียร์และ ดิวิชั่น 1 หลังๆนี่ต้องยอมรับครับว่าผู้ตัดสินตัดสินได้ดีขึ้นมาก อาจมีข้อผิดพลาดบ้างแต่พอรับได้ส่วนเรื่องเป่าเอียงนั้นไม่มีให้เห็นแล้วครับ ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น เราคงต้องให้เวลากันอีกนิดนะครับโดยเฉพาะในลีกล่างๆเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อมองย้อนมาถึงวันนี้คงจะบอกได้ว่า เรามาได้ไกลกว่าเดิมมากจริงๆ..... 

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ถึงเวลา "บุญมาทัน"








ถึงเวลา “บุญมาทัน”


ดีลการย้ายช็อควงการของเจ้า “อุ้ม” ธีราธร บุญมาทัน ที่ข้ามฟากไปยังทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด นั้นอาจทำลายความรู้สึกของแฟนปราสาทสายสายฟ้าไม่ใช่น้อย แต่ถ้ามองว่ามันคือวิถีของ “ฟุตบอลอาชีพ” ก็คงพอจะทำใจยอมรับได้ ที่สำคัญเหตุการณ์แบบนี้จะอยู่ควบคู่กับฟุตบอลไปตลอด

หากแต่จะกล่าวถึงกรณีของธีราธร ก็ชวนให้น่าแปลกใจไม่น้อยว่าเพราะเหตุใดผู้เล่นที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์และกัปตันของทีม ถึงได้ตัดสินใจเก็บกระเป๋าย้ายรังไปซบทีมคู่แข่ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ต่อให้ใครเอา 100 ล้านมากองหน้าสนาม ก็อย่าหวังจะได้กระชากตัวแบ็คซ้ายรายนี้ไปจากถิ่นเซาะกราว

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นพร้อมกับผลงานทีมที่ต่ำลง แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับ “ทีมสปิริต” ของบุรีรัมย์ก็เริ่มมีปัญหา อย่างที่ผมเคยบอกไว้ครับว่าปัญหาของบุรีรัมย์นั้นไม่ใช่อยู่ที่ความสามารถของผู้เล่น หากแต่อยู่ที่วิธีการมากกว่า เห็นได้ชัดว่าที่ผ่านมานั้นทีมพึ่งพาความสามารถของผู้เล่นเป็นหลัก เมื่อศูนย์หน้าตัวความหวังอย่าง Diago เจ็บยาวก็ไม่มีใครที่จะสามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้เทียบเท่า  

จนหลังๆเราเห็นภาพที่พยามกระตุ้นให้ผู้เล่นบุรีรัมย์สู้กันจนชินตา ความเป็นจริงแล้วไม่มีนักฟุตบอลคนไหนไม่สู้หรอกครับ ทุกคนลงไปเล่นเต็มที่ทั้งนั้นแหละครับ แต่ประเด็นคือจะให้เค้าสู้แบบไหน ทำอย่างไร เพราะอะไรถึงให้ทำแบบนั้น นี่ต่างหากที่ผู้เล่นอยากได้ยิน ลำพังรายการลีกในประเทศอาศัยความสามารถเฉพาะตัวก็อาจเป็นแชมป์ได้ครับ แต่เมื่อออกไประดับเอเชียที่วัดกันด้วย กึ๋น และแทคติค  ทีมกลับไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยส่งผลถึงผลงานในลีกไปด้วยอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ เมื่อผลงานไม่ดีทั้งที่ทุกคนทำเต็มที่ แรงกดดันก็ย่อมตกอยู่กับตัวหลักของทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเป็นกัปตันทีมด้วยยิ่งต้องแบกรับมากกว่าใครเพื่อนเป็นเท่าทวีคูณ ส่วนตัวคิดว่านี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ บวกกับปัญหาภายในที่เราได้ยินข่าวมาเป็นระยะจนนำมาซึ่งการขึ้นป้าย SALE ในที่สุด

กระนั้นก็ตามค่าตัวในการย้ายครั้งนี้ไม่น่าจะสูงอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะคนขายอยากขาย แต่คนซื้ออาจไม่ได้ต้องการอยากซื้อมาก่อน ถึงอย่างไรก็คงมีไม่กี่ทีมที่จะสามารถแบกรับค่าเหนื่อยผู้เล่นระดับนี้ได้ และหนึ่งในนั้นก็คือเมืองทองฯ ซึ่งก็น่าจะเป็นดีลคุ้มค่ามากเพราะเจ้าตัวเพิ่งอายุ 26 ปี อายุการใช้งานเหลืออีกนาน งานนี้หวยก็เลยไปออกที่ “เจ้าบาส” พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา เจ้าของสัมปทานแบ็คซ้ายคนปัจจุบันที่เจ้าตัวเคยเสียตำแหน่งให้กับอดีตกัปตันบุรีรัมย์ไปแล้วในทีมชาติ เราคงได้เห็นการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งกันอย่างดุเดือด เพราะฟอร์มของเจ้าบาสเองก็คงเส้นคงว่าและดีวันดีคืน ลำบากใจแทน “โค้ชแบน” เลยครับ

สุดท้ายเหตุการณ์ของเจ้าอุ้มเป็นแค่เพียงกรณีศึกษาตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ของปัญหาความเข้าใจในการทำทีมฟุตบอล ซึ่งต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ เพราะฟุตบอลไม่ใช่แค่การเอาแค่คนเก่งๆมาอยู่ในทีมแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไป แต่การเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ต่างหากที่จะทำให้ทีมผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้......

ขอบคุณภาพจาก Spersub Thailand






วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"วินัย" ก่อให้เกิด "ทีมสปิริต"








วินัย” ก่อให้เกิด “ทีมสปิริต”


ฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นกันเป็นทีม ผลของการแข่งขันไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในแต่ละนัดนั้นไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นผลงานร่วมกันของสมาชิกในทีมทุกคน 

แต่การที่จะได้มาซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น ต้องเริ่มมาจากความเท่าเทียมกันก่อนนะครับ ในที่นี้หมายถึงผู้เล่นทุกคนต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ซ้อม ซ้อมด้วยกัน เหนื่อย เหนื่อยด้วยกัน และอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่ปฏิบัติอย่างเสมอภาคกัน เริ่มซ้อมพร้อมกัน เลิกก็ต้องเลิกพร้อมกัน ไม่มีใครได้รับอภิสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ต่อให้ให้เป็นผู้เล่น “ตัวเก่ง” ของทีมก็ตาม 

การที่ผู้เล่นทุกคนอยู่ในระเบียบวินัยอันเดียวกันนั้น จะส่งผลถึงการเล่นในสนามด้วยนะครับ โดยเฉพาะในทีมที่โค้ชทำทีมอย่างมีระบบ หากมีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเกิดแหกระบบที่โค้ชได้วางเอาไว้ นั่นหมายถึงแผนการที่วางเอาไว้ก็จะไม่เป็นไปตามนั้น และย่อมส่งผลต่อตำแหน่งอื่นๆและรูปเกมด้วยแน่นอน ผู้เล่นแบบนี้แหละครับที่เรียกว่าเล่น “ไม่เข้าระบบ” ตัวอย่างในระดับโลกก็มีให้เห็น อย่างครั้งหนึ่งที่ ดาวิด ชิโนล่า ถูกปฏิเสธเรียกตัวเข้าสู่ทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลที่เล่นไม่เข้าระบบ หรือแม้แต่ พอล แกสคอยน์ เองก็เคยโดนมาแล้วเหมือนกัน

ผู้เล่นที่เป็น "ซุปเปอร์สตาร์" ตัวจริงนั้น มักจะเป็นผู้เล่นที่มีระเบียบวินัยสูงมาก ทั้งระเบียบวินัยในทีมและวินัยในตัวเอง หาใช่แค่การมีความสามารถสูงแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังต้องได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีมและโค้ชด้วย ขณะเดียวกันตัวเองก็ให้ความเคารพต่อเพื่อนร่วมทีมและโค้ชด้วยเช่นกัน

เมื่อไรก็ตามที่ “วินัย” ของทีมนั้นหย่อนยานประเภท คนซ้อมไม่ได้ลง คนลงไม่ได้ซ้อม บรรยากาศในทีมก็จะเสียไปทันที ผมเห็นทีมพังเพราะเหตุนี้มานักต่อนัก ในทางตรงข้ามหาก “วินัย” ของทีมเคร่งครัด การแข่งขันของผู้เล่นในทีมนั้นก็จะสูงตามไปด้วยเช่นกัน เพราะทุกคนย่อมได้รับโอกาสเหมือนๆกัน ขึ้นอยู่กับว่า ณ ตอนนั้นใครดีกว่า สุดท้าย “เป้าหมาย” ของทีมก็จะเกิด ทุกคนจะมุ่งไปสู่ความสำเร็จอันเดียวกันและนั่นคือที่มาของ “ทีมสปิริต” เหมือนอย่างที่วันนี้ทีมเล็กๆที่เปี่ยมไปด้วย “สปิริต” ได้ก้าวไปเป็นแชมป์ในลีกอังกฤษทำให้เห็นกันแล้วยังไงล่ะครับ

Late Cross








6 วิธีการสร้าง Combination of Play ในการเข้าทำประตู (6.2)


Crossing (Late Cross)

ยุทธวิธีการเข้าทำประตูด้วยวิธีการนี้เป็นการโจมตีจากด้านข้าง ผู้ที่ผ่านบอลต้องมีความแม่นยำในการผ่านบอลเข้าไปยังจุดหน้าประตู แต่ที่สำคัญคือตำแหน่งของกองหน้าจะเข้าทำประตูต้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและต้องครอบคลุมทั้ง เสาหนึ่ง หากผ่านบอลเลยไปก็ต้องมีผู้เล่นที่เสาสอง และพื้นที่หน้ากรอบกะโหลก ผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางจะต้องขึ้นไปประคอง กองหลังก็ต้องกล้าที่จะสนับสนุน และเก็บพื้นที่ให้สมบูรณ์นั่นเอง

ความเข้าใจและสัญชาตญาณย่อมเกิดจากการฝึกซ้อมเสมอ


วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Don’t Delay Play








Don’t Delay Play……….ไม่เจ็บอย่าอู้


ถึงแม้เกมฟุตบอลจะต้องอาศัยกลยุทธ์และยุทธวิธีต่างๆในการเอาชนะซึ่งกันและกัน หากแต่การใช้แทคติคการ “ถ่วงเวลา” ด้วยการแกล้งเจ็บนั้น ไม่ใช่วิสัยของการเป็น “มืออาชีพ”

แฟนบอลที่เข้าสนาม ทุกคนล้วนต่างก็เสียค่าตั๋วมาเพื่อชมเกมที่สนุกสนาน และต้องการความตื่นเต้นเร้าใจหาใช่มาดูนักฟุตบอลนอนเพื่อถ่วงเวลาไม่ คุณๆลองสังเกตให้ดีนะครับจะเห็นว่า ในเกมการแข่งขันของลีกใหญ่ๆทั้งหลาย หากผู้เล่นไม่เจ็บจริงหรือพอจะทำการเล่นต่อไปได้ผู้เล่นเหล่านั้นจะไม่ยอมนอนเพื่อเรียกแพทย์ประจำทีมให้เข้ามาทำการปฐมพยาบาลและนั่นคือ “สปิริต” ของการเป็นนักกีฬาอาชีพอย่างแท้จริง กระทั่งในระดับไทยพรีเมียร์ลีกของเราก็มีการพัฒนาเรื่องนี้ขึ้นเป็นอย่างมาก จนแทบไม่เห็นการอู้เพื่อการถ่วงเวลาซักเท่าไร ซึ่งต้องขอชื่นชมมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

อย่างไรก็ตามเรายังคงเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นอยู่ในการแข่งขันของลีกระดับล่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับภูมิภาค จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนักฟุตบอลแกล้งเจ็บเพื่อถ่วงเวลา? โดยปกติเมื่อเกิดการบาดเจ็บกรรมการจะอนุญาตให้แพทย์ประจำทีมเข้าไปทำการปฐมพยาบาล และเมื่อแพทย์ไปถึงแล้วพบว่าผู้เล่นไม่เจ็บจริง หากครั้งต่อไปมีเหตุการณ์เหมือนว่าได้รับบาดเจ็บอีก แพทย์อาจไม่รีบร้อนที่จะเข้าไปทำการปฐมพยาบาล แล้วเกิดว่าผู้เล่นเจ็บจริงและร้ายแรง เวลาที่ช้าไปเพียงชั่ววินาทีก็อาจพบความความสูญเสียที่ไม่คาดฝันก็เป็นได้

คุณๆยังจำเหตุการณ์ที่ มาร์ค วิเวียน โฟเอ้ ผู้เล่นทีมชาติแคเมอรูนเสียชีวิตคาสนามในศึก FIFA Confederations Cup 2003 ได้หรือไม่ครับ?(น้องๆรุ่นหลังลองไปหาคลิปดู) แม้เหตุการณ์ในครั้งนั้นทีมแพทย์จะเข้าไปทำการปฐมพยาบาลอย่างเร็วที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตของ โฟเอ้ เอาไว้ได้ นั่นจึงเป็นอุทาหรณ์อย่างดีว่าอุบัติเหตุและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในสนามฟุตบอล

วันนี้เราในฐานะแฟนบอลหรือบางคนอาจเป็นผู้ฝึกสอน ได้โปรดอย่าให้การสนับสนุนพฤติกรรมเหล่านี้โดยเฉพาะกับทีมและผู้เล่นที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสโมสรระดับอาชีพ เรามาช่วยกันยกระดับกันนะครับ แพ้ชนะเป็นเรื่องของเกมกีฬา แต่ “สปิริต” ต้องมาก่อนเสมอ...

  

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เพราะรักแล้ว รักเลย







เพราะรักแล้ว รักเลย


เหตุใดทั้งๆที่ฤดูกาลนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้ไปเตะยูฟ่าแชมเปี้ยน ลีกด้วยซ้ำ แต่เงินค่าโฆษณาที่ได้รับจากสปอนเซอร์ของแมนยูฯกลับมากกว่า เมื่อเทียบกับทีมที่ได้ไปเล่นถ้วยนี้อยู่เป็นประจำทุกปีอย่างอาร์เซนอล ?

นั่นเป็นเพราะความภักดีของแฟนบอลที่ปาวารนาตัวเป็นสาวกของทีมไปแล้ว ว่ากันว่าสิ่งที่คนเรามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ยาก เช่น เพศ ศาสนา หรือกระทั่งแฟน นั้นกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย เมื่อเทียบกับการที่จะให้แฟนบอลทีมใดทีมหนึ่งเปลี่ยนใจไปจากทีมที่ตัวเองรัก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีฐานแฟนบอลทั่วโลกมากกว่าทีมใดๆในเกาะอังกฤษด้วยกัน จึงได้รับความสนใจจากเหล่าบรรดาสปอนเซอร์ต่างๆมากกว่า เพราะไม่ว่าจะอย่างไร แม้ทีมผลงานจะย่ำแย่ขนาดได้ แต่แฟนบอลก็ยังคงเชียร์อยู่เช่นเดิม หากคุณเป็นสปอนเซอร์อยู่อย่างไรเสียการรับรู้ในแบรนด์สินค้าก็ยังสูงอยู่เช่นเดิม

แม้แต่ในบ้านเราก็ไม่ต่างกัน แฟนเมืองทอง แฟนบุรีรัมย์ หรือกระทั่งทีมในลีกล่างอย่าง ดิวิชั่น 2 เองก็มี Loyalty ต่อทีมตัวเองไม่แพ้กัน และด้วยความที่ฟุตบอลนั้นเข้าได้กับทุกธุรกิจ เราจึงเห็นเหล่าบรรดาแบรนด์ธุรกิจตบเท้าเข้าให้การสนับสนุนทีมต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างตามขนาดของฐานแฟนบอลของแต่ละทีม และเงินที่ได้รับจากสปอนเซอร์เหล่านั้นสโมสรก็จะสามารถนำไปปรับปรุงพัฒนาคุณภาพของทีม เช่น นำไปซื้อนักเตะฝีเท้าดีๆ จ้างโค้ชที่มีคุณภาพ หรือแม้กระทั่งสามารถสร้างสนามใหม่ขยายความจุแฟนบอลก็มีให้เห็นมาแล้ว

หรือหากมองไปที่ภาพรวม การเติบโตของฟุตบอลอาชีพในบ้านเรา นั้นส่งผลให้แบรนด์ใหญ่ๆ มามีส่วนร่วมสนับสนุนเป็นชื่อรายการแข่งขันอย่าง TOYOTA THAILEAGUE ซึ่งตัวธุรกิจเองก็ได้สร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีคุ้มค่าต่อเงินที่เสียไป หรือรายการแข่งขันระดับเยาวชนที่เป็นตำนานในบ้านเรา อย่าง “โค้กคัพ” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นักฟุตบอลที่ก้าวขึ้นสู่ระดับสโมสรล้วนต้องผ่านรายการ “โค้กคัพ” แทบทั้งสิ้น

แม้ที่ผ่านฟุตบอลไทยจะโตแบบก้าวกระโดดก็ตาม แต่ก็เชื่อได้ว่ายังจะโตต่อไปได้อีก เราคงได้เห็นอะไรดีๆที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลไทยอีกแน่นอน ว่าแต่คุณๆล่ะครับ มีทีมที่ตัวเองรักหรือยัง? หากยังไม่มีลองมองหาซักทีม ลองเข้าไปเชียร์ลองสนับสนุนทีมนั้นดู แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะครับว่า หากคุณรักแล้วรับรองคุณจะถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ